แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ สุขทางโลก แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ สุขทางโลก แสดงบทความทั้งหมด

วันจันทร์ที่ 1 สิงหาคม พ.ศ. 2565

สุขทางโลกน่าคิด (เหมือนติดยา) ความสุขทางโลก น่าคิด เหมือนติดยา ใจมืดหนา อึดอัด ขัดข้อง ใจร้อนรน กระวนกระวาย เศร้าหมอง ใจเรียกร้อง..หาแต่ทรัพย์ กับความเพลิน

 สุขทางโลกน่าคิด
(เหมือนติดยา)


ความสุขทางโลก น่าคิด เหมือนติดยา
ใจมืดหนา อึดอัด ขัดข้อง
ร้อนรน กระวนกระวาย เศร้าหมอง
เรียกร้อง..หาแต่ทรัพย์ กับความเพลิน

สุขทางโลก เหมือนไฟ ไม่อิ่มเชื้อ
เหมือนเสือ กินเนื้อ ตะกรุมตะกราม
ไม่คำนึงถึงคน ขอเพียงตนอิ่มหนำ
มีความอดทนต่ำ จึงแน่ล้ำ เบียดเบียน

สุขทางโลก ชุ่มโชก ด้วยกามคุณ
สวนทางกับบุญ ที่บริสุทธิ์สะอาด
ทางบาป กิเลสตัณหา เป็นสัตว์
ไม่ใช่มนุษย์ ที่สามารถ มีคุณธรรม

สุขทางโลก เป็นดั่งปลา ว่ายไปมาในน้ำ
คนก็หากิน วันยังค่ำ พอๆกัน
มีชีวิต กิน นอน ถ่าย สืบพันธุ์
เมื่อตาย ก็ไปที่เดียวกัน คืออบาย 

คนทั้งหลาย ไม่รู้สึกตน ว่าไหล
ไปตามกระแส กิเลสกรรมวิบาก
เหมือนเล่นละคร ที่ใส่ความรู้สึกยิ่งนัก
หรือเหมือนหลับลึกฝัน ดูประจัก เช่นจริง

ความสุขทางโลก จึงตลก มันหลอกลวง
มันกลวง ไม่มีอะไรเป็นแก่นสาร
เหมือนติดอบายมุข สุขที่ปลายประสาท เท่านั้น
แต่คนก็หลงมัน เหมือนกัน กับเกาตุ่ม

สติสัมปชัญญะ ท่านจึงว่า อุปการะโลก
ให้หมดทุกข์โศก จากกิเลสตัณหา
ได้สติสัมปชัญญะ เกิดปัญญา
มีศรัทธา แสวงบุญญา สร้างบารมี

;;;;;;;;;;

วันจันทร์ที่ 5 ตุลาคม พ.ศ. 2563

สุขใจ (คือปัญญา แก้วสารพัดนึก) สุขมีสองอย่าง ทางโลกกับทางธรรม สุขทางโลก สุขต่ำๆ เหมือนกันล้ำ กับหมู่หนอน เป็นความพอใจประเดี๋ยวประด๋าว ไม่ยืนยาวแน่นอน ความกระหายความเดือดร้อน ไม่ผ่อนคลาย

สุขใจ
(คือปัญญา แก้วสารพัดนึก)



สุขมีสองอย่าง ทางโลกกับทางธรรม
สุขทางโลก สุขต่ำๆ เหมือนกันล้ำ กับหมู่หนอน
เป็นความพอใจประเดี๋ยวประด๋าว ไม่ยืนยาวแน่นอน
ความกระหายความเดือดร้อน ไม่ผ่อนคลาย

สุขจากการได้การมี คือสุขทางโลก
ชุ่มโชก ด้วยกิเลสตัณหา
รวยเท่าใดก็ไม่พอ อย่างว่า
  พวกนี้นั่นหนา คือพวกที่ ไม่เห็นความดีพระนิพพาน

สุขทางโลก ยิ่งได้ยิ่งกระหายอยาก
สติถูกพราก ไม่รู้จักดีชั่ว
มือใครยาวสาวได้สาวเอา ไม่อายไม่กลัว
มารู้ตัวเมื่อสาย ตายทั้งเป็น
สุขทางธรรม สุขล้ำ จากการให้การสละ
สุขใจ เมื่อละได้วางได้
กิเลสตระหนี่ ไม่อาจที่ จะเกาะกินใจ
บันดาลให้ โชคดีหลาย ทรัพย์ไหลมา

ยิ่งให้ก็ยิ่งได้ ยิ่งไหลก็ยิ่งมี มหานทีใหญ่

นำ้เก่าไหลไป น้ำไหม่ไหลมา ไม่ขาด
หยุดไม่ได้ น้ำตื้นเขิน เปลี่ยนทางเดิน เป็นธรรมชาติ
คนตระหนี่ สมบัติเป็นวิบัติ ชีวิตข้องขัดอันตราย
สุขทางธรรม สุขใจ มีผู้สงสัยว่ากินลมกิแล้ง
เป็นสุขแห้งๆ สมบัติหาย เหลือไว้แต่กลิ่น
ทำทานไปหมด ตนเองอด ไม่มีจะกิน
คนทั่วไปทั้งสิ้น คิดแบบนี้
พระพุทธองค์ ทรงตรัสตอบปัญหานี้ว่า
ผู้บำเพ็ญทานนั้นหนา หนึ่ง จะมีผู้รักใคร่เป็นอันมาก
สอง จะมีคนดีคบหา ปกปักษ์
สาม มีผู้อุปถัมภ์ค้ำจุน และสี่ ประหลาดนัก จักมีผู้นำมาประโยชน์มาให้
สี่ข้อดังกล่าว ใช่เขา มิตรแท้
คอยแหนแห่ ใกล้ชิด สนิทสนม
เป็นเหมือนดังแขนขา อันเกลียวกลม
สุขบรม สมปราถนาทุกประการ

มีสุขใจ ด้วยรักใคร่ เคารพ บูชา
เป็นทางแห่งปัญญา แก้วสารพัดนึก
ใจสว่างจ้า จะสมปราถนา เมื่อตรองตรึก
ตามระลึก สุขไม่สิ้น อจินไตย

;;;;;;;;;;