แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ สุขทางธรรม แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ สุขทางธรรม แสดงบทความทั้งหมด

วันพุธที่ 22 พฤษภาคม พ.ศ. 2567

ชีวิตจริงนั้นง่ายๆ (คล้ายผงเข้าตา) จริงๆแล้ว ชีวิตนั้นง่ายๆ คล้ายผงเข้าตา ไม่ได้ทุกข์หนักหนา ดังที่ได้รู้ได้เห็น การใช้ชีวิต เป็นศิลปะ จึงจะอยู่เย็น ไม่ใช่เอาแต่เข็น เอาแต่ใช้กำลัง สุขยิ่งห่างใกล

ชีวิตจริงนั้นง่ายๆ
(คล้ายผงเข้าตา)

 ชีวิตนั้นง่ายๆ คล้ายผงเข้าตา
ไม่ไช่ดิ้นรนหา สุดชีวา ดังที่เป็น
การใช้ชีวิต เป็นศิลปะ จึงจะอยู่เย็น
เอาแต่เข็น ใช้กำลัง สุขยิ่งห่างใกล

หยุด เป็นตัวสำเร็จ
นี้เป็นเคล็ด เป็นศิลปะ

เอาใจไว้ในตน สติสัมปชัญญะ
นี่หละ 
ทางสายกลาง ทางหลุดพ้น

เอาใจไว้นอกตน นั้น
มัน ออกไปรับกรรมวิบาก
สิ่งต่างๆ ตกอยู่ในกฎไตรลักษณ์
จมปลัก กิเลสตัณหา
 
คนทั้งหลาย ไล่จับพยับแดด บนถนน
เหมือนมีตัวตน ที่จะจับ..ต้องได้
พอเข้าใกล้ ก็หาย ถอยห่างไป
คล้ายล่อให้ไล่ เกือบจะจับได้ทุกที

สุขทางโลกีย์ ในโลกนี้ ก็คล้ายกัน
เค็มๆมัน เหมือนกันกับเกาตุ่ม
ไม่เคยอิ่ม ชวนให้ลิ้ม เหมือนมีไฟสุม
ใจร้อนรุ่ม สุมทรวง ห่วงหาอาลัย

โลกียสุข เปรียบไม่ได้กับธรรมสุข
ใจที่หมดทุกข์ หยุดนิ่งในตน
 ปานพระอาทิตย์ กับหิงห้อย น้อยล้น
สุขทางธรรม สุขในตน ล้นเหลือ

สุขทางธรรม ไม่เพียงสุขอารมณ์
แต่ยังสุขสม..ปราถนา ทุกประการ
ไม่ใช่สุขลมๆแล้งๆ สุขแห้งๆอย่างนั้น
สุขดังบนสวรรค์ ที่บันดาลเอาได้


 พระพุทธศาสนา วิชชาชีวิต
 เกินคาดคิด ของมนุษย์ปุถุชน
มีศรัทธา ยากนักหนา ของคน
สอนกี่หน บอกกี่ครั้ง ก็ยังเหมือนเดิม

 เหมือน ผงเข้าตา แต่ว่าไม่สน
จึงทุกข์ทน เสียน้ำตา ยิ่งกว่ามหาสมุทร
ในอดีตกาล วนเวียนเกิดตาย อุตลุด
เหมือนปลา ที่ยังดำผุด อยู่ในน้ำ

เพียงมีกัลยาณมิตร สะกิดใจ
ใจก็จะ สว่างใสเป็นสุข
เกิดปัญญา รู้เห็นทุกข์
หมดสนุก เกิดนิพพิทา โลกโลกีย์

;;;;;;;;;;

วันอังคารที่ 2 มกราคม พ.ศ. 2567

รักเคารพบูชา (ลักษณะอยู่ดีมีสุข) รัก เคารพ บูชา ลักษณะ อยู่ดีมีสุข ถ้าไม่มี เป็นคนทุกข์ รักสนุก ทุกถนัด ในอบาย

 รักเคารพบูชา
(ลักษณะอยู่ดีมีสุข)

รัก เคารพ บูชา
ลักษณะ อยู่ดีมีสุข
 ถ้าไม่มี เป็นคนทุกข์
รักสนุก ทุกถนัด ในอบาย
สุขทางธรรม ล้ำเมตตา
มีความรัก ปราถนา ให้เป็นสุข
อยู่ไม่ได้ เมื่อเห็นใครได้ทุกข์
มีความพันผูก เหมือนลูกหลาน
การให้ การอนุเคราะห์
การสงเคราะห์ ประชาชน ญาติมิตร 
เป็นคนดี บัณฑิต
มีจิต  จาคะ ไม่ตระหนี่
บัณฑิต บำเพ็ญทาน
การงาน จึงไม่มีโทษ
มหาชนโอบอุ้ม ชีวิตรุ่งโรจน์
ภัยพาลทั้งหมด หนีหาย
ความเคารพ ตระหนัก ในความดี
ที่เขามีอยู่ แม้ไม่มาก
มองข้ามความไม่ดี แม้เขามีนัก
คบกับความน่ารัก ที่เขามีแม้น้อย
พิชิต ความหงุดหงิด ไม่พอใจ
ผิวพรรณใส มารยาทงาม
ศีลเป็นเกราะแก้ว อานุภาพล้ำ
คนพาลชอกช้ำ แพ้ภัยตน
การบูชา เอาใจไว้ที่สูง
มีศรัทธา ชีวิตรุ่ง พุ่งเร็วแรง
นำพา ทำพระนิพพานให้แจ้ง
และบุญแสวง สร้างบารมี

 ;;;;;;;;;;

วันอังคารที่ 22 สิงหาคม พ.ศ. 2566

สุขทางธรรม (สุขล้ำ ทั้งตนและคนอื่น) ปีติในธรรม ล้ำสุข ไม่ใช่สนุก สุขโลกีย์ เพียงมีกินมีใช้ ไม่ได้ปีติ เมตตาไม่มี ปีติไม่เกิด

 สุขทางธรรม
(สุขล้ำ ทั้งตนและคนอื่น)

ปีติในธรรม ล้ำสุข
ไม่ใช่สนุก สุขโลกีย์
เพียงมีกินมีใช้ ไม่ได้ปีติ
เมตตาไม่มี ปีติไม่เกิด
สนุกสนาน เหมือนกันกับเกาตุ่ม
ใจไม่ชุ่ม ไม่ชื่น ไม่ปีติ
มีอารมณ์ เสพสม ลืมชีวี
สนุกเต็มที่ ลืมสติ นี้คือประมาท
อยู่คนเดียว เปล่าเปลี่ยวใจ
กระวนกระวาย ไม่เป็นสุข
ใจกระด้าง ไม่นุ่ม จึงทุกข์
ใจสุข ใจนุ่ม บำเพ็ญทาน
สุขจากทาน คนพาลไม่เข้าใจ
รักคนอื่นได้ ด้วยใจนุ่ม
สุขจากทาน ใจชื่นใจชุ่ม
ใจนวลใจนุ่ม คนรุมรัก
สุขทางธรรม สุขทั้งตนและคนอื่น
เหมือนตะวันขึ้น ยามอุษาสาง
หมู่นกกา เริงร่า กันจัง
ให้สุขสมหวัง อีกทั้งธรรมชาติงาม
สุขทางโลก ชุ่มโชกตัณหา
สุขของปลา หลงเหยื่อ
สติมาตอนใกล้ตาย จึงเชื่อ
ตอนดีดีนี้ เป็นเบื้อ ปัญญาอ่อน
บนเส้นทางธรรม สุขล้ำปีติ
มีแต่ทางนี้ ที่จะพ้นอบาย
พักบนสวรรค์ ก่อนเข้านิพพานได้
ไม่เวียนว่าย ในอบายภูมิ

;;;;;;;;;; 

วันจันทร์ที่ 5 ตุลาคม พ.ศ. 2563

สุขใจ (คือปัญญา แก้วสารพัดนึก) สุขมีสองอย่าง ทางโลกกับทางธรรม สุขทางโลก สุขต่ำๆ เหมือนกันล้ำ กับหมู่หนอน เป็นความพอใจประเดี๋ยวประด๋าว ไม่ยืนยาวแน่นอน ความกระหายความเดือดร้อน ไม่ผ่อนคลาย

สุขใจ
(คือปัญญา แก้วสารพัดนึก)



สุขมีสองอย่าง ทางโลกกับทางธรรม
สุขทางโลก สุขต่ำๆ เหมือนกันล้ำ กับหมู่หนอน
เป็นความพอใจประเดี๋ยวประด๋าว ไม่ยืนยาวแน่นอน
ความกระหายความเดือดร้อน ไม่ผ่อนคลาย

สุขจากการได้การมี คือสุขทางโลก
ชุ่มโชก ด้วยกิเลสตัณหา
รวยเท่าใดก็ไม่พอ อย่างว่า
  พวกนี้นั่นหนา คือพวกที่ ไม่เห็นความดีพระนิพพาน

สุขทางโลก ยิ่งได้ยิ่งกระหายอยาก
สติถูกพราก ไม่รู้จักดีชั่ว
มือใครยาวสาวได้สาวเอา ไม่อายไม่กลัว
มารู้ตัวเมื่อสาย ตายทั้งเป็น
สุขทางธรรม สุขล้ำ จากการให้การสละ
สุขใจ เมื่อละได้วางได้
กิเลสตระหนี่ ไม่อาจที่ จะเกาะกินใจ
บันดาลให้ โชคดีหลาย ทรัพย์ไหลมา

ยิ่งให้ก็ยิ่งได้ ยิ่งไหลก็ยิ่งมี มหานทีใหญ่

นำ้เก่าไหลไป น้ำไหม่ไหลมา ไม่ขาด
หยุดไม่ได้ น้ำตื้นเขิน เปลี่ยนทางเดิน เป็นธรรมชาติ
คนตระหนี่ สมบัติเป็นวิบัติ ชีวิตข้องขัดอันตราย
สุขทางธรรม สุขใจ มีผู้สงสัยว่ากินลมกิแล้ง
เป็นสุขแห้งๆ สมบัติหาย เหลือไว้แต่กลิ่น
ทำทานไปหมด ตนเองอด ไม่มีจะกิน
คนทั่วไปทั้งสิ้น คิดแบบนี้
พระพุทธองค์ ทรงตรัสตอบปัญหานี้ว่า
ผู้บำเพ็ญทานนั้นหนา หนึ่ง จะมีผู้รักใคร่เป็นอันมาก
สอง จะมีคนดีคบหา ปกปักษ์
สาม มีผู้อุปถัมภ์ค้ำจุน และสี่ ประหลาดนัก จักมีผู้นำมาประโยชน์มาให้
สี่ข้อดังกล่าว ใช่เขา มิตรแท้
คอยแหนแห่ ใกล้ชิด สนิทสนม
เป็นเหมือนดังแขนขา อันเกลียวกลม
สุขบรม สมปราถนาทุกประการ

มีสุขใจ ด้วยรักใคร่ เคารพ บูชา
เป็นทางแห่งปัญญา แก้วสารพัดนึก
ใจสว่างจ้า จะสมปราถนา เมื่อตรองตรึก
ตามระลึก สุขไม่สิ้น อจินไตย

;;;;;;;;;;