ทุกข์ทั้งนั้น
(ที่มันเกิดดับ)
;;;;;;;;;;
ทุกข์ทั้งนั้น
(ที่มันเกิดดับ)
;;;;;;;;;;
โลกโลกีย์
(เป็นเวทีละคร)
ชีวิตสรรพสัตว์ เวียนว่าย ในวัฏสงสาร
หรือคุกประหาร ยาวนาน นับการไม่ได้
ตายเกิดๆ นับไม่ไหว
เสียน้ำตามากมาย กว่าน้ำมหาสมุทร
วิบากกรรม ตามติดส่งผลในปัจจุบัน
ที่สำคัญ ไม่หมดในชาติเดียว
ทำกรรมนิดๆ แต่วิบากสุดเขี้ยว
ไม่ใช่เพียงชาติเดียว อจินไตย
ในชีวิตปัจจุบัน วิบากรุมส่งผล
อันไหนก่อนหลัง สุดที่คน..จะรู้
เป็นเหมือนส่งบทละคร ยอกย้อนน่าดู
คิดพูดทำ ตามครู กรรมวิบาก
โลกโลกีย์ เป็นเวทีละคร
องค์พระพุทธฯ ท่านสอน ให้อดทน
รักษาจิต สันโดษสมถะ คือสาธุชน
ประหยัดสุด ประโยชน์สูง เป็นคน บำเพ็ญทาน
หลังตาย จึงจะรู้สึกได้ ว่าเล่นละคร
ใครรู้สึกได้ก่อน มีบุญหลาย
คนเข้าวัด ไม่ขาด นั่นแหละใช่
ดูคล้ายๆ คนประหลาด ในสังคม
เรื่องชีวิต สุดที่คนจะคิดได้เอง
ต้องเก่งแสนเก่ง คือพระพุทธองค์
คนดีมีศรัทธา สูงส่ง
เดินตามพระองค์ ทางสายกลาง
;;;;;;;;;;
โลกโลกีย์
(นี้คือโรงละคร)
ทรัพย์สมบัติ รูปสมบัติ คุณสมบัติ
แน่นขนัด อยู่บนเส้นทาง สายกลาง
แต่ถูกความตระหนี่ ปิดบัง
สมบัติเป็นวิบัติ ปิดทางเข้า
เมื่อใจตระหนี่ จะไม่มีความสุข
เกิดความทุกข์ เบื่อหน่าย ซึมเซ็ง
สติหลุด ความประมาทผุด เสงเครง
คิดว่าตัวเก่ง ยกหางตนเอง แมงป่อง
เข้าสู่โลกโลกีย์ สนุกเต็มที่ อบายมุข
สนองอารมณ์สนุก ถูกล่อลงต่ำ
เช่นแมลงวัน หัวเขียวหัวดำ
ลงต่ำ ดำดิ่ง สู่อบาย
โลกโลกีย์ โรงละครดีดี นี่เอง
แสดงเต็มที่ คนเก่ง ละเบงละคร
กรรมวิบาก กำกับ ไม่ต้องสอน
แสดงละคร ได้สมบทบาท โดยอัตตโนมัติ
กิเลสกรรมวิบาก ย้อนกลับ มาแสดง
ไม่มีเสริมเติมแต่ง แสดงซ้ำๆ
นับชาติไม่ถ้วน ช่างน่าขำ
แสดงซ้ำๆ ของเก่า ช่างเขลานัก
คนดูก็ไม่มี เหมือนผีบ้า
แสดงออกท่า ออกทาง อย่างเป็นจริง
ท่านผู้รู้ ดูแล้วขำกลิ้ง
เหมือนมีผีสิง ลิงหลอกเจ้า
โลกแห่งความจริง อยู่ในทางสายกลาง
นอกนั้น เป็นอย่างโรงละคร
ดังนั้นการฝึกสติ ให้เกิดหิริโอตัปปะ มาก่อน
หยุดใจได้ แน่นอน ความทุกข์ร้อนห่างหาย
;;;;;;;;;;