แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ โอวาทปาฏิโมกข์ แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ โอวาทปาฏิโมกข์ แสดงบทความทั้งหมด

วันศุกร์ที่ 23 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2567

ได้จักษุประเสริฐ (เทิดไท้ ด้วยประทีป) มาฆบูชา ขึ้น๑๕ค่ำ เดือน๓ เหลืองอร่าม งาม จาตุรงคสันนิบาต วันพระธรรม วันสว่าง ของสรรพสัตว์ พระพุทธองค์ ทรงให้โอวาท สุดสำคัญ

 ได้จักษุประเสริฐ
(เทิดไท้ ด้วยประทีป)

มาฆบูชา ขึ้น๑๕ค่ำ เดือน๓
เหลืองอร่าม งาม จาตุรงคสันนิบาต
วันพระธรรม วันสว่าง ของสรรพสัตว์
พระพุทธองค์ ทรงให้โอวาท สุดสำคัญ
พระอรหันต์ ๑,๒๕๐ องค์ พร้อมหน้า
พระพุทธา ทศนา โอวาทปาฏิโมกข์
 อุดมการณ์ หลักการ หยิบยก
อีกทั้งวิธีการ ปาฏิโมกข์ อย่างแจ่มแจ้ง
 
อุดมการณ์ นั้น ให้อดกลั้นอดทน 
 เพื่อเป้าหมาย ไกลโพ้น พระนิพพาน
เลิกทำร้ายเบียดเบียน เลิกล้างผลาญ
 สร้างสุขสันติ์ สร้างสวรรค์ ให้แก่โลก
อุดมการณ์ คือเป้าหมายสูงสุด
 อย่าหยุด เว้นชั่วทำดี ทำใจใส
 เป็นหลักการ ยึดมั่น ให้ได้
 เพิ่มพูนบารมี เรื่อยไป หนีทุกข์
 
นอกจากนี้ ยังมี วิธีการ
หนึ่งนั้น ไม่ว่าร้าย ไม่ทำร้าย
สอง สำรวม ปาฏิโมกข์ ให้ได้
สามกินใช้ ให้..พอประมาณ 
 
สี่ นั่งนอน ในที่สงบ สงัด
ที่ไม่ข้องขัด ขจัด บาปอกุศล
 ห้า ทำสมาธิให้ได้ จิตใส ไม่กังวล
จิตเป็นกุศล สุขล้น สะบาย
วันมาฆะฯ บูชา พระองค์
 ด้วยประทีป บรรจง ประดิษฐ์
 อานิสงส์ จักษุประเสริฐ เกินคิด
ได้ใกล้ชิด มีศรัทธา ณ ที่เกิด
;;;;;;;;;;

วันอาทิตย์ที่ 13 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2565

วันมาฆบูชา ( ขันตินำหน้า ชนะหมู่มาร ) วันมาฆบูชา ถือว่าเป็นวันพระธรรม เลิศล้ำ มหาสังฆนิบาต ยิ่งใหญ่ ประกอบด้วยองค์สี่ ที่พระจอมไตร พระองค์ไท้ ได้แสดงโอวาทปาติโมกข์

วันมาฆบูชา
(ขันตินำหน้า ชนะหมู่มาร)

วันมาฆบูชา ถือว่าเป็นวันพระธรรม
เลิศล้ำ มหาสังฆนิบาต ยิ่งใหญ่
 ประกอบด้วยองค์สี่ ที่พระจอมไตร
พระองค์ไท้ ได้แสดงโอวาทปาติโมกข์
องค์สี่ประการ นั้นมีดังนี้
หนึ่ง พระภิกษุสงฆ์มี ๑๒๕๐องค์ ทรงอภิญญา
 มิได้นัดหมาย อัศจรรย์หลาย ต่างองค์ต่างมา
อย่างพร้อมหน้า ณ ป่าไผ่ วัดเวฬุวัน
สอง ล้วนทั้งนั้น ท่านเป็นพระภิกษุ
  ที่เป็นผู้..ได้รับ เอหิภิกขุอุปสัมปทา
หรือได้รับประทาน การบวชมา
จากองค์พระสัมมาฯ โดยตรง
สาม ล้วนทั้งนั้น ท่านเป็นพระภิกษุอรหันต์
ทั้งหมดเหมือนกัน ทรงอภิญญา๖
 เหาะเหินเดินอากาศ สามารถดำดิน ท่องนรก
อภิญญา๖ รู้ใจคน
สี่ วันนี้ ตรงกับวันเพ็ญเดือน๓
เป็นนาม ของ มาฆปูรณมี
จาตุรงคสันนิบาต มีองค์๔
และเป็นวันที่ ทรงประทาน โอวาทปาติโมกข์
อันมีอุดมการณ์ หลักการ และวิธีการ
อุดมการณ์ คือขันติ เพื่อไปสู่ที่ พระนิพพาน
  ไม่เบียดเบียนทำร้าย ให้อดกลั้น
ฝ่าฟัน ไม่ยั่น เผยแผ่ศาสนา
มีหลักการปฏิบัติ อย่างชัดเจน
แจ่มแจ้ง เน้น ไม่ทำบาปทั้งปวง
ทำความดีให้ถึงพร้อม ไม่ก้าวล่วง
สำคัญใหญ่หลวง ทำจิตของตนให้ผ่องแผ้ว
มีวิธีการ อันเป็นรายละเอียดดังนี้
หนึ่ง เป็นผู้ที่ ไม่ว่าร้าย
สอง ไม่ล้างผลาญผู้ใด
สาม สำรวมใน พระปาฏิโมกข์ 
สี่ รู้จักประมาณ การบริโภค
ห้า นั่งนอนในที่สงบ ที่จิตไม่ตก
หก ประกอบความเพียรในอธิจิต หนีโลก
หมดโศก หมดเศร้า..เหงาซึมเซ็ง
ขันติ นี้เป็นยอดคุณธรรม
เลิศล้ำ เผยแผ่ศาสนา
สำหรับปราบหมู่มาร พาลา
ภัยศาสนา ขันติเป็นตะบะ อาวุธสุดวิเศษ
แสดงว่า เผยแผ่ศาสนามีภัยมาก
คุณธรรมอื่นๆ ไม่อาจจัก เอาอยู่
เหมือน ยางนอกของรถ บดถนนได้ ทุกคนรู้
สู้แล้วสู้ ไม่มีถอย
คุณธรรมอย่างอื่นเหมือนยางในรถ
แม้ดีหลาย แต่บด..ถนนไม่ได้ ต้องอยู่ในเท่านั้น
ขันติ คือความอดทนอดกลั้น 
ไม่สู้ไม่หนี ไม่ใช่ดื้อด้าน แต่ด้วยการทำดีเรื่อยไป
ชีวิตเราก็มีปัญหา อย่าลืมหนา ขันติ
ชนะทุกที่ ด้วยบารมี เกิด
สละทุกอย่างแม้ชีวิต เทอด
มีบุญบารมีประเสริฐ คือเลิศคน

;;;;;;;;;;

วันอาทิตย์ที่ 26 กันยายน พ.ศ. 2564

คุกประหาร (คือมัน กรรมวิบาก) กรรมวิบาก เหมือนกันนัก กับฝนตกหนัก ทั่วอนันตจักรวาล ไม่มีหยุด สม่ำเสมอ อนันตกาล สรรพสัตว์ รู้ไม่เท่าทัน ยอมรับมัน เป็นชีวิต

คุกประหาร
(คือมัน กรรมวิบาก)

กรรมวิบาก เหมือนกันนัก
กับฝนตกหนัก ทั่วอนันตจักรวาล
ไม่มีหยุด สม่ำเสมอ อนันตกาล 
สรรพสัตว์ รู้ไม่เท่าทัน ยอมรับมัน เป็นชีวิต

หารู้ไม่ว่า การคิดพูดทำนั้น มันมาจากกรรมวิบาก
เราเป็นเพียงหุ่นกระบอก ให้มารชัก เท่านั้น
นี้เป็นความจริง เป็นสิ่งน่าอัศจรรย์
เป็นภัยมหันต์ ของชีวิต

แม้ทุกข์ท่วมท้น ก็ไม่ดิ้นรนหนีมัน
ไม่มีความอดทนอดกลั้น ดื้อรั้น ไม่ฟังพระ
ไม่ยอมทิ้งมัน โลภโกรธหลง น่าเวทนา
ทำตัวเป็นไก่กา ตื่นขึ้นมา ก็คุ้ยเขี่ยหากิน

พระพุทธองค์ ทรงตรัส ในโอวาทปาฏิโมกข์
ทรงยก ขันติ เป็นไฟอย่างยิ่ง จงอดทน
แม้มีกรรมวิบาก เกิดความทุกข์ยาก จะพ้น
ขอเพียงให้เป็นคน..ดี จะได้บารมี หนีกรรมวิบาก

ความอดทนนี้ มีหลักการ
ไม่ทำบาปทุกสิ่งอัน ให้รู้จักทำแต่ดี
 ให้ผ่องแผ้ว ทำใจเรานี้
มี ปลายทาง สุดดี พระนิพพานเมืองแก้ว

กิเลสกรรมวิบาก วัฏฏจักร อำมหิต
คนไร้ศรัทธาหมดสิทธิ์ ออกจากสังสารวัฏฏ์
วนเวียนไป ใน๓๑ภูมิ เหมือนจมปลัก
เหมือนกันนัก กับปลักโคลนดูด ที่ยากสุดจะออก

วัฏฏสงสาร ก็คือคุกประหาร ดีดีนี่เอง
หลังตาย ไปแน่คนอวด
เก่ง อวดดี
ไม่เชื่อคำพระ ประมาทในชีวี
ไม่ตั้งใจแสวงบุญสร้างบารมี ไม่อาจหนี คุกประหาร

ทางหนีไป จากมหาภัยวัฏฏสงสาร นั้นมีอยู่
ไม่อุดอู้ แต่มีอยู่เป็นสาย คล้ายอุโมง
เป็นที่ปลอดภัย แสนสุขสบาย ปลอดโปร่ง
ทางไม่โค้ง เป็นทางตรง สว่างไสว ไปสู่พระนิพพาน

ทางนี้ยังมี สมบัตินาๆ มหาศาล
 ยังพ้นบ่วงมาร พ้นกฎไตรลักษณ์ พ้นกฎแห่งกรรม
ขอเพียงมีศรัทธา เท่านั้นหละ สุขล้ำ
ทุกเช้าค่ำ ปฏิบัติธรรม แสวงบุญสร้างบารมี

ขณะที่ยังเวียนว่าย เลือกได้ ไปดุสิตบุรี
มีสติดี มีศรัทธา เมื่อกลับลงมาเกิดใหม่
เข้าสู่เส้นทางสายกลาง ทานศีลภาวนา ได้ทันใด
สุขสวัสดีมีชัย คนเหนือคน

;;;;;;;;;;

วันอังคารที่ 31 มีนาคม พ.ศ. 2563

พระเป็นเช่นดวงตะวัน (เฉิดฉัน สำคัญต่อชีวิต):: ปาฏิโมกข์ คือ พุทธบัญญัติ ให้สงฆ์ปฏิบัติ เป็นวินัย๒๒๗ข้อ เพื่อความอยู่ดี สามัคคี งามละออ เป็นผู้ขอ ที่น่าให้ ใจศรัทธา

พระเป็นเช่นดวงตะวัน 
(เฉิดฉัน สำคัญต่อชีวิต)
ปาฏิโมกข์ของพระ คือ พุทธบัญญัติ
ให้สงฆ์ปฏิบัติ ไม่อาจขัดต่อ วินัย๒๒๗ข้อ
เพื่อความอยู่ดี สามัคคี งามละออ
เป็นผู้ขอ ที่น่าให้ ใจศรัทธา
สงฆ์ลงอุโบสถ ฟังสวด ปาฏิโมกข์
ศีลพระยก ชำระ สระสางใส
 ขึ้นและแรม๑๕ค่ำ ทำทุกกึ่งเดือน ตลอดไป
 ลืมเลือนไม่ได้ อาบัติใหญ่ วินัยมี
มี๑๐ข้อยกเว้นไว้ ไม่จำเป็นต้องสวด
หนึ่ง เร็วรวด ไม่สวด เมื่อพระราชาเสด็จมาถึง
สอง หมู่โจร บาปหนา มาขอพึ่ง
สาม ไฟไหม้ ลามมาถึง จึงต้องหนี
สี่ น้ำหลากมา หาที่หลบก่อน
ห้า มหาชนหนีร้อน อยู่เต็มวัด
หก ผีเข้าพระภิกษุ ดุชมัด
เจ็ด มีสัตว์เข้ามา อึงคนึง
แปด มีงูร้าย ต้องแยกย้ายหนี
เก้า ภิกษุอาพาทมี รีบรักษา
สิบ มีอันตรายต่อพรหมจรรย์ รีบไคลคลา
องค์พระพุทธา ผ่อนผันไว้ ไม่ต้องสวด
ปาฏิโมกข์มีสอง ลอง ศึกษา
 ทรงแสดงเองครั้งเดียวเท่านั้นหละ ตลอด๒๐พรรษาแรก
  เรียกว่า โอวาท ปาฏิโมกข์ ไม่แปลก
แล้วจึงมีอาณาปาฏิโมกข์แรก ของสงฆ์ตามมา
สวดทวนพระวินัย ศีลใหญ่๒๒๗ข้อ
 ต่อหน้าสงฆ์ ทั้งวัด นั่งหัตถบาส 
รูปหนึ่งสวด อีกรูปตรวจ ไม่ขาด
สงฆ์ในวัด ได้บุญญา ชำระศีล
 พระวินัย  เมื่อได้ชำระ ให้บริสุทธิ์
 จะประดุจ เป็น เช่นน้ำทะเล
 พัด ขจัดสิ่งแปลกปลอม พระเก๊
 บวชเอาเท่ กินข้าว เอาแต่เล่น
ชำระวินัย ได้อายุ พุทธศาสนา
เท่ากับว่า ได้รักษา โลก
 สงเคราะห์สรรพสัตว์ ขจัด ทุกข์โศก
สวดปาฏิโมกข์ ยิ่งใหญ่ ไม่ธรรมดา
สวดปาฏิโมกข์ ได้ชำระ คณะสงฆ์
ให้มั่นคง ดำรง ในศีล
 โยมศรัทธา หาบุญญา เป็นอาจิน
 ทั่วถิ่น กินดี อยู่ดี มีสุข
สวดปาฏิโมกข์ แก้โรค ขาดสามัคคี
ศีลเสมอดี สามัคคี เกิดขึ้น
หมู่มารขยาด ไม่บังอาจ ได้แต่ยืน
ได้แต่ฝืน เพ่งจ้อง หาช่อง ไม่เจอ
สวดปาฏิโมกข์ ไม่อาจขาด
 ช่วยขจัด ภัยใหญ่ ให้สังคมได้
เหมือนพระอาทิตย์ ขึ้นแล้วตก ทุกวันไป
หารู้ไม่ ทำประโยชน์ใหญ่ ให้โลก
สวดปาฏิโมกข์ นั้นดี จึงมีพุทธบัญญัติ
 สุดที่จัก คนทั่วไป เข้าใจได้
พระปัญญา องค์พระพุทธ สุดยิ่งใหญ่
จึงบัญญัติไว้ ให้สวดปาฏิโมกข์

;;;;;;;;;;

วันอาทิตย์ที่ 10 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2562

จงตั้งหน้าสู้ (ศัตรูอย่างองอาจ):: ยิ่งเราอ่อนแอ อุปสรรคจะแห่ กันเข้ามา จงตั้งหน้า ให้มันเข้ามา ข้าไม่ถอย

จงตั้งหน้าสู้
(ศัตรูอย่างองอาจ)

ยิ่งเราอ่อนแอ
อุปสรรคจะแห่ กันเข้ามา
จงตั้งหน้า
ให้มันเข้ามา ข้าไม่ถอย
เหมือนสุนักร้าย
วิ่งใส่ จะกัด
เมื่อเรายืนหยัด
ศัตรูจะขยาด เลิกลาไป

ทำตัวเป็นเหล็ก
แข็งเป๊ก ไม่กลัวภัย
ไฟไม่อาจไหม้
กลับกลาย เป็นเหล็กกล้า

ยิ่งชุบยิ่งแกร่ง
ยิ่งถูกทิ่มแทง ยิ่งสมอุรา
เป็นโอกาสที่จะหา
เมื่อวิกฤตมา อย่าตกใจ

พุทธศาสนา
สอนให้หาโอกาส สร้างบารมี
เป็นของสุดดี
เพื่อที่จะใช้ ไปพระนิพพาน

ขันตี
ปรมังตะโปตีติกขา นั้น
ได้มีหลักฐาน ตรัสไว้
ใน โอวาทปาฏิโมกข์

อภิสังขารมาร
ไม่อาจหลีกผ่าน ได้
แต่ขันติเข้าไว้
อย่าสร้างกรรมไหม่ เด็ดขาด

ขันติบารมี
เป็นอาวุธที่ดี โดยธรรมชาติ
เป็นบุญวาสน์
ทำลายล้าง อภิสังขารมาร

ทำใจให้เข้มแข็ง
ไม่แกว่ง ไม่วุ่นวาย
ทำใจ ให้นิ่งนุ่มใส
มีสติไว้ อยู่ในตัว
เกิดปัญญา
มรรคา แก้ไขปัญหา
อย่างถูกหลักวิชา
 จะนำมา ซึ่งชัยชนะใหญ่  

;;;;;;;;;;