วันศุกร์ที่ 7 เมษายน พ.ศ. 2566

บัณฑิต (พิชิตตนได้) บัณฑิต ทำกิจ สำเร็จได้ กิจน้อยใหญ่ ที่เป็นประโยชน์ มีจาคะ เสียสละ ใจปราโมทย์ ได้ประโยชน์ทั้งตน และคนอื่น

 บัณฑิต
(พิชิตตนได้)

 บัณฑิต ทำกิจ สำเร็จได้
กิจน้อยใหญ่ ที่เป็นประโยชน์
มีจาคะ เสียสละ ใจปราโมทย์
ได้ประโยชน์ทั้งตน และคนอื่น
บัณฑิต มีศีลสมบูรณ์
จำรูญ รุ่งเรืองเหมือนไฟสว่าง
 สะอาด ระเบียบ มารยาท ไม่วาง
กิจวัตร สำคัญจัง นั่งสมาธิ
บัณฑิต เว้นสิ่งที่ไม่เป็นโยชน์
เวลาทั้งหมด เกิดประโยชน์ทั้งนั้น
 กิจวัตร แน่ชัด บุญอนันต์
ปณิธาน มุ่งมั่น สร้างบารมี
บัณฑิต รักษาอินทรีย์
คุณธรรม สุดดี ของตน
ศรัทธา วิริยะ..ฯ เป็นต้น
  กระตือลือล้น ทำพระนิพพานให้แจ้ง
บัณฑิต ไม่แสดงอาการขึ้นลง
มั่นคง ต่อคุณงามความดี
เป็นที่ศรัทธา ประชาชี
ทุ่มชีวี ตามติด สู่สุดธรรม
บัณฑิต ไม่เพ่งโทษ เป็นกำลัง
มีใจสุกปลั่ง สว่างไสว
จับดี แม้เขามีน้อย ไม่เป็นไร
อิ่มเอิบปีติใจ ไม่มีคลาย
บุรุษอาชาไนย หาได้ยาก
รู้จัก..เตือนตน ทนทำดี
ทั้งต่อหน้าลับหลัง ก็ตามที
ไม่ว่าวันนี้ วันหน้า

;;;;;;;;;;

วันพฤหัสบดีที่ 6 เมษายน พ.ศ. 2566

บาปแม้นิด (อย่าคิดทำ) บาปไม่มี แก่ผู้ที่ไม่ทำ กฎแห่งกรรม เที่ยงแท้ แม้ถูกใส่ความ ก็ตามแต่ แน่แท้ ผลกรรมในอดีต

 บาปแม้นิด
(อย่าคิดทำ)

บาปไม่มี แก่ผู้ที่ไม่ทำ
กฎแห่งกรรม เที่ยงแท้
แม้ถูกใส่ความ ก็ตามแต่
แน่แท้ ผลกรรมในอดีต

ผู้กล่าวธรรม กรรมย่อมหนีหาย
บุญรักษาใจ ให้บริสุทธิ์
 การคิดดี พูดดีนี้ สามารถหยุด
เวรกรรม ที่ประดุจ หมาล่าเนื้อ
คนพูดมุสา ไม่ทำชั่วช้าไม่มี
ด้วยปากกับใจนี้ ตรงกัน
ใจมีบาป จึงไม่อาจอดกลั้น
มีความกระสัน ในทางต่ำ
พึงละเว้น ที่เป็นบาปทั้งหลาย
แม้จะตาย ก็อย่าได้ทำบาป
ทำเพียงนิด แต่ฤทธิ์ สุดจะนับ
แตกกระจาย ยุบยับ ชั่วกัปกัลป์
ไม่ควรทำบาป เพราะเห็นแก่กิน
ปานเด็กไม่สิ้น กลิ่นน้ำนม
ไม่รู้สา โง่เขลา บรม
แต่คนก็นิยม สังคมพาไป
บาปให้โศก ทั้งโลกนี้ โลกหน้า
ผลกรรมยังไม่มา จึงประมาท
ทุกข์กระหน่ำ กรรมสนอง สุดคาด
น่าอนาถ กรรมหนัก ในคุกประหาร
หม้อน้ำ เต็มด้วยน้ำทีละหยด
บาปย่อมปรากฎ แม้ทำหยดเดียว
สรรพสัตว์ ประมาท ไม่เฉลียว
ไม่อดเปลี้ยว เคี้ยวเพลิน

;;;;;;;;;;

วันพุธที่ 5 เมษายน พ.ศ. 2566

บุญบารมี (นี้คืออำนาจ) การได้เห็นพระพุทธเจ้า ยากยิ่ง เหมือนเห็นสิ่ง มหัศจรรย์ เห็นแล้ว ยังได้บันดาล มีศรัทธามั่น พลิกผันชีวิต

 บุญบารมี
(นี้คืออำนาจ)

การได้เห็นพระพุทธเจ้า ยากยิ่ง
 เหมือนเห็นสิ่ง มหัศจรรย์
เห็นแล้ว ยังได้บันดาล
มีศรัทธามั่น พลิกผันชีวิต
ขณะอย่าล่วงท่าน ไปเสีย
ด้วยกรรมลามเลีย ทุกขณะ
กิเลสกรรมวิบาก เชี่ยวกราก
ประมาทยิ่งนัก ปล่อยขณะไป
วัยผ่านพ้นไป คล้ายขณะเดียว
เหมือนประเดึ๋ยว เท่านั้นหละ
ผู้ประมาทขาดสติ เหมือนปลา
เพลิดเพลิน หมดเวลา ไปวันๆ
ประโยชน์ ล่วงคนหนุ่มผู้เกียจคร้าน
ด้วยวัยนั้น ผ่านไปเร็ว
ชาวนา ถึงฤดูทำนา ช้าก็เหลว
คนหนุ่มเลว เหลวไหล จึงใช้ไม่ได้
ประโยชน์ ล่วงคนบื้อ ถือฤกษ์ยามอยู่
เราเองคือ..ผู้ กำหนดฤกษ์ยาม
ฤกษ์ดี แสวงบุญสร้างบารมี จงจำ
เป็นเวลาสว่างล้ำ ทำความดี
ประโยชน์ กำหนด ฤกษ์ดี 
สิ่งที่ปรากฎนี้ คือกิเลสกรรมวิบาก
เป็นภาพเก่า มาบังคับเรา ให้จมปลัก
เราต้องออกจาก วิบาก ทำประโยชน์
อำนาจ นั้นชัด เป็นใหญ่
อำนาจใดใด ก็ไม่อาจ กับบารมี
แสวงบุญเสมอ พลิกผันชีวี
บุญบารมี คืออำนาจ

;;;;;;;;;;

วันอังคารที่ 4 เมษายน พ.ศ. 2566

ทานศีลภาวนา (ขจัดตัณหา มหาภัย) กิเลสตัณหา พาติดโลก สรรพสัตว์ ปลงไม่ตก โลกตัณหา เวียนว่าย ในอบาย ไม่เลิกลา มันละ คุกประหาร อำมหิต

 ทานศีลภาวนา
(ขจัดตัณหา มหาภัย)

กิเลสตัณหา พาติดโลก
สรรพสัตว์ ปลงไม่ตก โลกตัณหา
เวียนว่าย ในอบาย ไม่เลิกลา
 มันละ คุกประหาร อำมหิต
ทานศีลภาวนา คือทาง ห่างตัณหา
คนดีมีปัญญา มีจาคะ ตัดอยาก
มีศรัทธา มีขันติ ไม่ทุกข์ยาก
 เป็นที่รัก..ของคนดีและเทวดา
ทาน ตัดอยาก วัตถุสิ่งของ
ทรัพย์สมบัติ คนข้อง ร่ำร้องอยากมี
ประหยัดสุดประโยชน์สูง ใจปีติ
แสวงบุญสร้างบารมี ดีสุด
ทำทาน ใจบาน ใจนุ่ม
ใจชุ่ม..เย็น อิ่มเอมใจ
ตัดอยาก สุขนัก รักการให้
วิเศษหลาย ได้ฉันทะคุณธรรม
ศีล ฝึกปล่อยวาง ร่างกาย
 รู้จักให้อภัย ไม่ขี้โกรธ
ไม่เครียด กัดเขี้ยว เคี้ยวฟัน พิโรธ
มีโทษร้าย เป็นภัยต่อร่างกาย 
รักษาศีลให้คุ้น ใจหายขุ่น ใสเย็น
ร้อยยิ้มปรากฎให้เห็น ชื่นใจ
ศีลเป็นสะพาน ทำใจ..ให้สะบาย
เป็นสมาธิง่าย เป้าหมายชีวิต
ภาวนา ตัดอยาก จากหลงติด
ใจมืดมิด โง่เขลาเบาปัญญา
มีความเห็นผิด เป็นมิจฉา
เกิดปัญญา มีความรู้ความสามารถ

 ;;;;;;;;;;

วันจันทร์ที่ 3 เมษายน พ.ศ. 2566

ธรรม (นำสุข) ผู้ปีติในธรรม อยู่เป็นสุข ห่างไกลจากทุกข์ ด้วยใจปีติ ธรรม คือบุญ คุณความดี อุปถัมภ์ชีวี มีสุขสมปราถนา

ธรรม
(นำสุข) 


ผู้ปีติในธรรม อยู่เย็นเป็นสุข
ห่างไกลจากทุกข์ ด้วยใจปีติ
ธรรม คือบุญ คุณความดี
อุปถัมภ์ชีวี มีสุขสมปราถนา
ผู้ประพฤติธรรม อยู่เป็นสุข
เดินทางถูก ทางบุญ
ทานศีลภาวนา มีเมตตาการุณย์
ทางอบอุ่น ทั้งตนและคนอื่น

ธรรมแล ย่อมรักษาผู้ประพฤติธรรม
มีบุญค้ำ ไม่ตกต่ำ เป็นสุข
มีเทวดาลงรักษา หมดทุกข์
เดินทางถูก ทางธรรม ทางบุญ

ผู้ประพฤติธรรม ไม่ไปสู่ทุคติ
เป็นคนดี ฝึกสติ เป็นกิจวัตร
แสวงบุญสร้างบารมี สุดสามารถ
ไม่ไปอบายเด็ดขาด เป็นธรรมดา
เกียรติ ย่อมไม่ละผู้อยู่ในธรรม
กลิ่นศีล กลิ่นธรรม หอมล้ำยิ่งนัก
ขจรขจาย ถึงชั้นฟ้า เทวดารัก
มหาชนปกปัก เทวดาลงรักษา
ผู้ตั้งอยู่ในธรรม ย่อมไม่ทำบาป
ด้วยมีสติกำกับ อยู่เสมอ
ไม่ประมาท ขยาดนรก ไม่อยากเจอ
เหมือนแมลงภู่ บินสูงเสมอ สู่ยอดไม้
สภาวธรรมทั้งปวง ไม่ควรถือมั่น
สิ่งที่เห็นที่เป็นอยู่นั้น มันอนัตตา
มีก็สักแต่มี ได้ก็สักแต่ได้ ให้จาคะ
มีเพื่อสละ เพื่อประโยชน์สูง คือบุญ

;;;;;;;;;;

วันอาทิตย์ที่ 2 เมษายน พ.ศ. 2566

บัณฑิต (ตามรักษาจิตของตน) ผู้ประพฤติตามจิต ย่อมลำบาก จิตของคน จมปลัก ตัณหา ไหลลงต่ำ ตามกระแส กิเลสะ รักสนุก แต่ทุกข์นักหนา รออยู่

 บัณฑิต
(ตามรักษาจิตของตน)


ผู้ประพฤติตามจิต ย่อมลำบาก
จิตของคน จมปลัก ตัณหา
ไหลลงต่ำ ตามกระแส กิเลสะ
รักสนุก แต่ทุกข์นักหนา รออยู่

คนฉลาด ทำจิตให้ซื่อตรง
ไม่คดไม่โค้ง หนีกลโกงกับดัก
ซื่อๆใสๆ รักษาใจ บริสุทธิ์สะอาด
เว้นเด็ดขาด คิดชั่วคิดร้าย
พึงฉลาด ในกระบวนจิตของตน
เป็นคน ไม่ประมาท กิจวัตรฝึกสติ
ตามติดอารมณ์ ที่มาขย่ม ราวี
รักษาอารมณ์ดี มีเมตตา
พึงตาม รักษาอารมณ์ให้ดี
เหมือนที่ ประคองบาตรน้ำมัน
รักษาสติ ต้องขนาดนั้น 
 รักษาให้มั่น ให้อยู่ในตน 
จงตามรักษา พัฒนาจิตของตน
จึงจะเรียกว่า เป็นคน ไม่ประมาท
ถ้าทำได้ ไม่ธรรมดา อภิชาติ
สงเคราะห์หมู่ญาติ ประชาชน
ผู้มีปัญญา พึงรักษาจิต
ส่วนคนพาลสุดขีด ปล่อยจิตของตน
การรักษาจิต ต้องฝึกฝน
บัณฑิต รักการฝึกตน คนฝึกใจ

บาปเกิดขึ้น..จากอารมณ์
ที่จ่อมจม อยู่กับอารมณ์นั้น
ไม่ปล่อยใจไปตามอารมณ์ ที่พาฝัน
ด้วยกิเลสตัณหานั้น ร้ายสุดสุด

;;;;;;;;;

วันเสาร์ที่ 1 เมษายน พ.ศ. 2566

ความโกรธสุดร้าย (เหมือนไฟไหม้บ้าน) ผู้จับ เสมอโทสะ ไม่มีเลย จับแล้ว ความสะเบย หายหมด ใจมืด จืดชืด ไม่ใสสด ความดีหมด ไม่หลงเหลือ

 ความโกรธสุดร้าย
(เหมือนไฟไหม้บ้าน)


ผู้จับ เสมอโทสะ ไม่มีเลย
จับแล้ว ความสะเบย หายหมด
ใจมืด ใจจืด ไม่ใสสด
ความดีหมด ไม่หลงเหลือ

ความผิด เสมอโทสะ ไม่มี
นรกอเวจี เป็นที่อยู่
เถรเทวทัต ตัวอย่าง ทุกคนรู้
มีโทสะสุดกู่ ก่อเวร
ฆ่าความโกรธได้ เป็นสุข
ใจปลูก ความสดใส สดชื่น
แม้หลับก็ฝันดี ระเริงรื่น
เทวดาก็ชื่น ลงรักษา
ฆ่าความโกรธได้ ไม่เศร้าโศก
ใจหมดโรค..ร้าย ตัณหา
เป็นคนใจสูง ปานเทวดา
มีจิตเมตตา ปราณี
 ความโกรธครอบ ย่อมละกุศล
กลายเป็นคน แสลงดี หนีบุญ
เห็นคนเข้าวัด ใจขุ่น
ขวางทางบุญ ไม่กลัวนรก
ผู้มักโกรธ ผิวพรรณเศร้าหมอง
ไม่เป็นทอง แต่หมองคล้ำ
เหมือนตอไม้ ไฟไหม้ดำ
ตอนค่ำๆ เดินไป ดูคล้ายผี
คนมักโกรธ ย่อมอยู่เป็นทุกข์
ใจมันไม่สุข ไม่ชื่น
มองโลกในแง่ร้าย ขมขื่น
ความดีของคนอื่น มองไม่เห็น

;;;;;;;;;