แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ คนอาชาไนย แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ คนอาชาไนย แสดงบทความทั้งหมด

วันอังคารที่ 1 พฤศจิกายน พ.ศ. 2565

คนอาชาไนย (เอาใจไว้ในตน) ผู้ที่สอนตนได้ เอาใจไว้ ในตน คือเป็นคน อดทน มีสติ ใจอยู่ในกาย สงบสะบาย กินดีอยู่ดี สติรอบคอบ ปัญญามี ผุดขึ้นเอง

คนอาชาไนย
(เอาใจไว้ในตน)

ผู้ที่สอนตนได้ เอาใจไว้ ในตน
คือเป็นคน อดทน มีสติ
ใจอยู่ในกาย สงบสะบาย กินดีอยู่ดี
สติรอบคอบ ปัญญามี ผุดขึ้นเอง
เอาใจไว้นอกตน คือคนไร้สติ
คิด พูด ทำ ไม่ดี ตามความอยาก
กิเลสตัณหา นำพา นำชัก
ชีวาถูกลาก ถูกจูง ลงไปที่ต่ำ
ดังนั้น คนกินเหล้า เมาขับรถได้
ไม่ใช่สติดี อย่างนี้ เรียกว่าบ้าบิ่น
ความรู้สึกพอมี แต่ว่าสติขาดวิ่น
มีชีวิน..ประมาท ชาติคนพาล
 
 สติดีแท้ ใจนิ่งสนิท คิดดีผุด
รู้อุตลุด รู้จริงรู้แจ้ง แตกฉาน
เป็นความรู้ใหม่ หรือลืมไปนาน
ความคิดความอ่าน ว่องไว ไหลลื่น
ตนสอนตน คือคน อาชาไนย
ถูกผิดรู้ได้ ไม่ต้องให้ ใครเตือน
ยอดคน กระตือลือล้น ไม่แชเชือน
อนุสติเตือน จึงไม่ประมาท
นิวรณ์๕  ขวางใจ ไม่ให้เข้าไปในตัว
ใจเมามัว อยู่นอกตัว หลงกามคุณ
ไม่เข้าวัด ไม่ปฏิบัติธรรม จึงไม่อบอุ่น 
มัวเมาหมกมุ่น ชีวิตว้าวุ่น ซังกะตาย
ตนสอนตนได้ ไม่ใช่ ธรรมดา
เอาตัวอย่างพระสัมมาฯ ออกมาจากวัง
 มีสิ่งยั่วยวนมากหลาย สนมรอบข้าง 
 พระองค์ก็ยัง ไม่รอรั้ง บรรพชา
 
;;;;;;;;;;

วันจันทร์ที่ 20 ธันวาคม พ.ศ. 2564

คนอาชาไนย (เทิดธรรม นำชัย) เตะเสือได้ แต่ก็ไม่ ทำอะไรเสือ เป็นม้าวิเศษเหลือเชื่อ รู้ใจ จะไปเหนือใต้

คนอาชาไนย
(เทิดธรรม นำชัย)


ม้าอาชาไนย เตะเสือได้ แต่ก็ไม่ทำอะไรเสือ
เป็นม้าวิเศษเหลือเชื่อ รู้ใจ จะไปเหนือใต้
 ไม่เคยถูกดุถูกตี เป็นที่รัก ของนาย
เป็นม้าคู่ใจ จักรพรรดิ์ และพระโพธิสัตว์เจ้า
คนอาชาไนย เห็นเหตุแม้เพียงเล็กน้อย พลอยได้คิด
ปลงจิต เห็นภัย ในวัฏฏะ
เหมือนเห็นนรก หมกไหม้ อยู่กับตา
จิตผวา กลัวภัย ในนรก
คนอาชาไนย ไม่รอให้ ใครสอน
ความเดือดร้อน มาใกล้ สะดุ้งภัย ได้เอง
ที่รอให้ว่า นั่นหนา คนเส็งเครง
ไม่ใช่คนเก่ง เป็นคนธรรมดา ปัญญาหนา ปุถุชน
ม้าอาชาไนย กตัญญูหลาย ต่อเจ้าของ
คอยจ้อง เอาใจ เจ้านาย ของตน
เมื่อได้รับใช้ ก็สุขใจ เหลือล้น
ขยันและอดทน คือคน อาชาไนย
ม้าอาชาไนย เกิดมารับใช้ พระโพธิสัตว์
เป็นสหชาติ สมบัติแก้ว ของพระองค์
เป็นของวิเศษ ของคนวิเศษ บุญส่ง
บุญจำนง ให้ลงมาเกิด เทิดธรรมชัย

;;;;;;;;;;

คนอาชาไนย (ฝักใฝ่ปฏิบัติธรรม) เราแบกกายา ทนุถนอมรักษา มาตลอด ไม่เคยปลดปลง ไม่เคยถอด กอดไว้ เวรกรรม เหมือนเต่ามีกระดอง กระด้ง คว่ำ เดินงุ่มง่าม ทำเป็นเท่ เป๋ปัดป่าย

คนอาชาไนย
(ฝักใฝ่ปฏิบัติธรรม)

 เราแบกกายา ทนุถนอมรักษา มาตลอด
 ไม่เคยปลดปลง ไม่เคยถอด กอดไว้ เวรกรรม
เหมือนเต่ามีกระดอง กระด้งคว่ำ
เดินงุ่มง่าม ทำเป็นเท่ เป๋ปัดป่าย
หลงโลก หลงตัวตน คนธรรมดา
กิเลสหนา เหมือนปลา ในน้ำ
ดำผุด มุดว่าย วันยังค่ำ
ไม่สนใจคำ ชวนขึ้นบก ของนกกา
กายมนุษย์ สุดดี เป็นที่อิจฉาของชาวสวรรค์
โลกมนุษย์สามารถหาบุญกัน ชาวสวรรค์ ทำไม่ได้
อบายภูมิสี่ มิต้องพูดถึง ยิ่งไม่ได้ใหญ่
กายมนุษย์ จึงวิเศษหลาย หาบุญได้กายเดียว
ชีวิต ถูกลิขิต ด้วยบุญบาป
เป็นเหมือนกับ เรานับถือเงินเป็นพระเจ้า
ในวัฏฏะสงสาร ใช้บุญเท่านั้น เป็นเหมือนเงา
ติดตามเรา..ไม่ห่าง คอยถางทางชีวิต 
ภูมิเกิดของสรรพสัตว์ สามารถแบ่งเป็นสอง 
 หนึ่ง โลกมนุษย์ กับสอง ปรโลก ภูมิอัปโชค เสวยกรรมวิบาก
 แสวงบุญได้ ในโลกมนุษย์นี้เท่านั้น ประหลาดนัก
 แต่ปุถุชนไม่รู้จัก ด้วยจมปรักกามคุณ 
มนุษย์ทุกคน ล้วนเคยทำบุญกุศลไว้ ในอดีต
สั่งสมทีละน้อยทีละนิด กลายเป็นบุญวาสนา
สงบนิ่งอยู่ในดวงธรรม รอคอยถ้า
อัศจรรย์นักหนา รอคอยถ้า บุญปัจจุบัน 
  การทำความดี ใจเรานี้ จะมานิ่งอยู่ในตน
เชื่อมต่อกับบุญกุศล ในอดีต หรือบุญวาสนา
รับกุศลวิบาก จากการกระทำไว้แต่นานมา
ดังนั้นผู้มีปัญญา จึง ทานศีลภาวนา เป็นประจำ
แต่คนทั้งหลาย ไม่ได้ทำความดี ใจนี้ จึงอยู่นอกกาย 
ไม่รู้อะไร กินและเล่นไป คล้ายปลาคุ้นน้ำ
เสพกามคุณ วุ่นอยู่กับโลกธรรม
รับอกุศลกรรม..วิบาก จึงทุกข์หนัก น้ำตานอง
เป็นมนุษย์ มีใจสูง ไม่ยุ่งโลกธรรม
ใจไม่ขุ่นดำ แต่สดใส ได้ด้วยศีล๕
 พัฒนาตน และพาคนทั้งหลายทำดี ตลอดเวลา
 กายนี้ มีไว้แสวงบุญญา และสร้างบารมี 
มนุษย์ มีน้อยนัก สักเท่า เขาวัว
 ไม่เมามัว ครองตัว มีศีล ๕
 คนเท่าขนวัว เมามัว กามา
 ใจต่ำช้า มีหน้า คล้ายมนุษย์ 
การเข้าวัด ปฏิบัติธรรม นั้นจำเป็น
 ศีล๕นำ ต้องเน้น จึงปฏิบัติธรรมได้
ตัดบ่วงกามคุณ ห่วงหา อาลัย
 เป็นคนอาชาไนย ชาญชัย กล้าหาญ  

 ;;;;;;;;;;