แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ เวทนา แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ เวทนา แสดงบทความทั้งหมด

วันจันทร์ที่ 27 พฤศจิกายน พ.ศ. 2566

บุญเป็นมารดา (รักษาตน) บุคคล ไม่หลงเพลินเวทนา แม้สุขทุกข์นักหนา ภายนอกภายใน มีสติ ไม่กลับกลอก แจ่มใส จิตจึงดับได้ ไปสู่มิติใหม่

 บุญเป็นมารดา
(รักษาตน)

บุคคล ไม่หลงเพลินเวทนา
แม้สุขทุกข์นักหนา ภายนอกภายใน
มีสติ ไม่กลับกลอก แจ่มใส
จิตจึงดับได้ แล้วเข้าในต่อ
จิตดับ ใจหยุดนิ่งสนิท
สุดคาดคิด ใจตกศูนย์
เคลื่อนไปได้ ใจแสนอบอุ่น
นี่หละคุณ ทางบุญ ทางประเสริฐ
เวทนา ความรู้สึกสุขทุกข์
อย่าพันผูก..ยึดติด
มีสักแต่มี เป็นสักแต่เป็น มีสติ
เอาใจไว้ที่ ในตน
เป็นหลวงพ่อดี ดีไปหมด
ไร้โกรธ ไร้ผิดหวัง
ทุกข์ก็ดีสุขก็ได้ ไม่ชิงชัง
ขันติตั้ง ได้สร้างบารมี
ตัณหาก็ดี ถ้าขันติตั้ง
ได้บารมีเป็นพลัง พลิกผันชีวิต
เป็นมนุษย์ จึงทำได้ สุดคาดคิด
ส่วนปุถุชน ไร้สิทธิ์ ด้วยมิจฉา
ศรัทธามา ด้วยมีกัลยามิตร
ชีวิต แสวงบุญสร้างบารมี
ปฏิบัติธรรม เลิศล้ำชีวี
เจริญสติ ทุกที่ ทุกอิริยาบถ
เราคือจิต บุญเป็นอัตตา
บุญเหมือนมารดา รักษาจิต
บาป มารร้าย อำมหิต
ล่อลวงจิต หลงเพลินเวทนา

;;;;;;;;;;

วันพุธที่ 28 มิถุนายน พ.ศ. 2566

ใจหยุด (ประดุจรากขาด) เบญจขันธ์ ที่กำหนดรู้แล้ว เห็นใสชัดแจ๋ว อยู่ภายใน ใจหยุด ประดุจรากขาด เคลื่อนที่ได้ กลางของกลาง เรื่อยไป ไร้ทุกข์ไร้ภพ

 ใจหยุด
(ประดุจรากขาด)

เบญจขันธ์ ที่กำหนดรู้แล้ว
เห็นใสชัดแจ๋ว อยู่ภายใน
ใจหยุด ประดุจรากขาด เคลื่อนที่ได้
กลางของกลาง เรื่อยไป ไร้ทุกข์ไร้ภพ
เปลี่ยนมิติ ไปที่ละเอียด ยิ่งๆขึ้น
สติตื่น พ้นทุกข์โศกโลกโลกีย์
เพียงเท่านั้น ยังไม่พอ ต้องถึงที่
พระชินสีห์ พระรัตนตรัยในตัว
รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ
เบญจขันฑ์ หรือ กายกับจิต
กายในกาย จิตในจิต
เกิดดับๆ สู่ทิศ ตามทางสายกลาง
เกิดดับๆ เหมือนรากขาด
ไม่สามารถ งอกงามขึ้นได้
ไม่มีภพ ไม่มีชาติ อีกต่อไป
กระทั่งได้..บรรลุ พระนิพพาน
ทำพระนิพพานให้แจ้ง กรณียกิจ
ของชีวิต ที่หนีกฎแห่งกรรม
หนีทุกข์โศก หนีคนพาล ระยำ
ชีวิตไม่ตกต่ำ สว่างไสว
ฝึกตนฝึกจิต สมาธิภาวนา
มีปัญญา ศรัทธาพระศาสน์
เดินทางธรรม บุญค้ำ ทุกชาติ
แต่น่าอนาถ มีน้อยนัก จักทำได้
ด้วยโลกโลกีย์ มีกิเลสตัณหา
ปิดหูปิดตา คนทั้งหลาย
เหมือนปลาในน้ำ ยากกลาย
กัลยาณมิตรทั้งหลาย ทำงานหนัก

;;;;;;;;;;

วันเสาร์ที่ 11 กรกฎาคม พ.ศ. 2563

ตนเป็นที่พึ่งแห่งตน (คนแสวงบุญสร้างบารมี):: ตนเป็นที่พึ่งแห่งตน คือคนเก่ง แต่ไม่ใช่พวกนักเลง ขี้เบ่ง อวดดี ไม่ใช่พวกเศรษฐีขี้เหนียว เอาเปรียบประชาชี ไม่ใช่ พวกที่ เอาดีแต่พวกตน

ตนเป็นที่พึ่งแห่งตน
(คนแสวงบุญสร้างบารมี)
ตนเป็นที่พึ่งแห่งตน คือคนเก่ง
แต่ไม่ใช่พวกนักเลง ขี้เบ่ง อวดดี
ไม่ใช่พวกเศรษฐีขี้เหนียว เอาเปรียบประชาชี
ไม่ใช่ พวกที่ เอาดีแต่พวกตน
อัตตัญญุตา รู้จักตน คือคนเก่งทีเดียว
แม้จะเชี่ยว..ทางโลกแค่ไหน ยากหลายจะรู้จักตน
กาย เวทนา จิต ธรรม ชีวิตของคน 
 อยู่ในกายตน คนไม่รู้
กายเหมือนบ้าน หรือเหมือนกัน กับเสื้อผ้า
หนึ่งสมองสองมือนั่นหนา ก็คือกาย
เหมือนโง่ ไม่รู้เหนือใต้
จะยกมือยกไม้ มีข้างในสั่ง
เวทนา พระผู้รู้บอกว่า เป็นดวง
มีหน้าที่ใหญ่หลวง รับข้อมูล ซ้อนอยู่ในกาย
จิตก็เป็นดวง ซ้อนอยู่ในเวทนา มีหน้าที่คิดได้
ธรรม อาจขุ่นหรือใส เป็นดวงซ้อนใน หน้าที่ใหญ่ คลังข้อมูล
สติปัฏฐานสี่ กับ คอมพิวเตอร์ นี้ ดูคล้าย
ฮาร์ดแวร์ คือกาย ซีพียูคือใจ ที่เก็บข้อมูลนั้นใช่ ดวงธรรม
ซอฟแวร์หรือโปรแกรม คือผู้สร้างวิบากกรรม
บุญบาปนั้น คล้ายกันล้ำ กับ โปรแกรม
ส่วนบารมีกับกิเลส คือโปรแกรมสำเร็จ
กิเลส ร้ายนักพาก่อเหตุร้าย นิสัยเสีย
พาก่อกรรม มีวิบากลามเลีย
 ตรงข้ามกับนิสัยเสีย นิสัยดี คือบารมีนั่นเอง
จิต คือเครื่องฉาย ให้วิบากกรรมไปปรากฏ
ให้เห็นสดๆ ปรากฎ เป็นเหตุการณ์
ดังนั้นโลก คือจอหนัง หรือโรงละคร อย่ายึดมั่น
เหมือนจริงทั้งนั้น แต่มันเป็น เช่นละคร
เราเป็นทั้งคนเล่น และคนดู
จงรู้รักษาสติ อย่ามีอารมณ์ร่วม
 ขันติตั้ง ใครรักชัง ช่าง สำรวม
ปล่อยให้บุญท่วม เข้าจัดการ ปัญหา
เมื่อบารมีคุ้มครองใจ เหตุการณ์ไฉไล ถูกใจเรา
ก็จงตั้งสติตัวเก่า อย่าเป็นแมงเม่า หลงแสงสี
ตั้งจิตตั้งใจ แสวงบุญสร้างบารมี ให้ดี
ไม่ประมาทในชีวี ตลอดไป
บารมีก็คือนิสัยดี ที่อบรมบ่มมานาน
เหมือนหินย้อย ที่สั่งสมตะกรัน นานนักหนา
สวยสด งดงาม อร่ามตา
ผู้มีบารมี เป็นคนเหนือฟ้า มนุษย์เทวดากราบไหว้

;;;;;;;;;;