โลกคือโรงละคร
(ย้อนอดีต)
;;;;;;;;;;
โลกคือโรงละคร
(ย้อนอดีต)
;;;;;;;;;;
โลกนี้
(เป็นที่แสวงบุญ)
มาโลกนี้ มีกิจกรณีย์ คล้ายมาขุดทอง
แต่เรา จองหอง เห็นทองแล้วไม่ขุด
เป็นผู้ประมาท เมาโลกีย์ อุตลุด
ได้สติ ก่อนชีวิตจะสิ้นสุด ก็สายแล้ว
น้อยคนนัก จักได้สติ มิลืมขุดทอง
เข้าสู่ครรลอง คลองธรรม แสวงบุญ
ด้วยกิเลสตัณหา ทำให้หมกมุ่น
มีใจขุ่น ไม่ใส ไร้พลัง
เห็นเงินเป็นพระเจ้า เอาแต่ทำมาหากิน
ชีวิตทั้งสิ้น แสวงหา ลาภยศสรรเสริญ
สุขแต่ตน ล้นแล้วล้น เพลิดเพลิน
หลงเดิน..ลงต่ำ ตามๆกัน
ไม่นึกเฉลียวใจ ตายแล้วจะเป็นอย่างไร
อวดฉลาด ประมาทอย่างร้าย น่าเวทนา
เหมือนอีหอย หน้าวัด นั่นหละ
แม้ว่า เหาะให้ดู กูก็ไม่สน
โลก คือโรงละครใหญ่
มีบุญบาป กำกับให้ คิดพูดทำ
สรรพสัตว์ ไม่เป็นตัวของตัว น่าขำ
ทำทางทำท่า ต่างๆ อย่างตั้งใจ
นี้หละ คืออนุภาพ ของมาร
กิเลสตัณหาอุปาทาน สร้างมายา
ดูราวกับว่า เป็นจริงเป็นจัง นักหนา
ตอนใกล้ตายนั่นหละ จะเสียใจ
;;;;;;;;;;
โลกคือละคร
(สะท้อนกรรมวิบาก)

นั่นหละที่ว่า อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา
มันไม่ใช่ความจริงหนา มันเพียงว่า เป็นละคร
มันไม่ใช่อัตตา เพียงว่าพยับแดด กลางแดดร้อน
งดงามอรชร แต่เป็นภาพหลอกหลอน เท่านั้นเอง
ใครคิดได้คิดออก ไม่หยอก จะบอกให้
จะทำให้เบื่อหน่าย คลายกำหนัด
อยู่ในโลก รู้ทันโลก บริสุทธิ์สะอาด
สุขสมมาด สมปราถนาทุกประการ
กรรมวิบาก สร้างภาพ ลวงตา
เหมือนจริงเหมือนจัง นักหนา นี่หละสังสารวัฏฏ์
วนเวียนไป ตามกรรมวิบาก สรรพสัตว์
ช่างอ่อนหัด โง่แล้วอวดฉลาด ทั้งนั้น
สติสัมปชัญญะ จึงมีอุปการะยิ่ง
ให้ปัญญา สามารถออกจากสิ่ง ล่อลวงตา
เบื่อหน่าย คลายกำหนัด รักสันโดษสมถะ
อันเป็นคุณสมบัติ ของพระ ผู้ปฏิบัติธรรม
การฝึกสติสัมปชัญญะ จึงคือการพัฒนาตน
พาพ้น สภาวะ ที่เป็นอยู่
ซึ่งยากนักจัก ตระหนักรู้
สรรพสตว์ ล้วนข้องอยู่ ในกิเลสมานะ สภาวะของตน
;;;;;;;;;;