วันอังคารที่ 10 สิงหาคม พ.ศ. 2564

ทานบารมี (เป็นที่หนึ่ง) การสร้างบารมี ต้องมีทานบารมี นำหน้า เปรียบว่า สร้างเจดีย์สูงใหญ่ ต้องใส่ใจฐานกว้าง เป็นต้นไม้ใหญ่จ้าวป่า ยืนต้นอยู่ท่ามกลาง แม้กระทั่ง พระเจ้าจักรพรรดิ์ แน่นขนัดด้วยบริวาร

 ทานบารมี
(เป็นที่หนึ่ง)


การสร้างบารมี  ต้องมีทานบารมี นำหน้า
เปรียบว่า สร้างเจดีย์สูงใหญ่ ต้องใส่ใจฐานกว้าง
เป็นต้นไม้ใหญ่จ้าวป่า ยืนต้นอยู่ท่ามกลาง
แม้กระทั่ง พระเจ้าจักรพรรดิ์ แน่นขนัดด้วยบริวาร


ทานบารมีนี้ เป็นเครื่องหมาย ของผู้ที่เป็นใหญ่
มีผู้รู้ใจ เป็นหมู่คณะ หาญกล้าท้าพญามาร
การงานน้อยใหญ่ สำเร็จทุกสิ่งอัน
การมีหมู่คณะนั้น สำคัญ จึงนำด้วยทานบารมี

อีกอย่าง ทานนั้น แม่นมั่นมีอานิสงส์
สูงส่ง คือ อายุ วรรณะ สุขะ พละ และปฏิภาณ
สรุปรวม คือ สุขุมาลชาติ ที่ยากพบพาน
แต่นั่นคือทาน ให้อานิสงส์

ผู้ที่ไม่ทำทาน เป็นคนพาล มีลูกน้อง
สรรเสริญแซ่ซร้อง อย่างไม่จริงใจ
มีสุขร่วมด้วย แต่มีทุกข์ไม่เอาด้วย ทิ้งไป
ทานบารมีจึงสำคัญหลาย ของผู้สั่งสมบารมี

ผู้ให้ ย่อมผูกไมตรี ไว้ได้
สำคัญหลาย ที่จะได้ ความจริงใจจากคน
ได้เพื่อนดี มีสุข ทุกข์ภัย
พ้น
ตัดไมตรีคน โง่ล้นเหลือหลาย


รักษาไมตรี ในทิศทั้งหก อย่างเต็มที่ 
หนึ่ง ปุรัตถิมทิศ หมายถึงทิศเบื้องหน้า บิดามารดา
สอง ทักขิณาทิศ ครูอาจารย์ ทิศเบื้องขวา
สาม สามีภรรยา ปัจฉิมทิศ ทิศเบื้องหลัง

สี่ อุตรทิศ ทิศเบื้องซ้าย หมายถึงเพื่อน
ห้า ไม่แชเชือน ในเหฏฐิมทิศ ทิศเบื้องล่าง ลูกจ้างกับนายจ้าง
และหก อุปริมทิศ ทิศเบื้องบน สมณะพราหมณ์ จงระวัง
รักษาไมตรี อย่าละวาง ชีวิตสมหวังปลอดภัย


มารดา คือมหามิตร ในเรือนตน
สหายเป็นมิตรของคน ที่ยังดิ้นรนอยู่
ผู้ไม่ทำร้ายมิตร ย่อมมีผู้บูชาในทิศทั้งปวง ทุกผู้
ย่อมผ่านพ้นสตรู คือผู้ไม่ประทุษร้ายมิตร 


ผู้ประทุษร้ายมิตร อำมหิตแท้
มีมิตรเลวเพื่อนเลว ย่อมแน่ มีมารยาทเลว
ภรรยา เป็นเพื่อนสนิท คิดดี ไม่มีเหลว
ความเป็นสหาย ในคนเลวคนพาล ไม่มี


เมื่อมีความต้องการเกิดขึ้น สหายย่อมตื่นสนอง
เมื่อมีสหายดี ต้องตั้งสติ ดีกับเขา
ถ้าหาสหายดีไม่ได้ จงเที่ยวไปเดียวดาย พึ่งตัวเรา
พึ่งตัวเก่า เท่านั้น อย่าคบมัน  คนพาล

;;;;;;;;;;

ทางสายกลางเท่านั้น (ได้พบพานพระรัตนตรัย) ทางสายกลาง ทางมรรคผล อริยมรรค ทางหลุดพ้น วิมุตติมรรค หมดทุกข์ทน ทางบริสุทธิ์ วิสุทธิมรรค หายหมองหม่น ทางเอกสายเดียว เอกายนมรรค ทำสับสน ซ่อนไว้ในกายเรา

ทางสายกลางเท่านั้น
(ได้พบพานพระรัตนตรัย) 

ทางสายกลาง ทางมรรคผล อริยมรรค
ทางหลุดพ้น วิมุตติมรรค หมดทุกข์ทน
ทางบริสุทธิ์ วิสุทธิมรรค หายหมองหม่น
ทางเอกสายเดียว เอกายนมรรค ทำสับสน ซ่อนไว้ในกายเรา

เหมือนหญ้าปากคอก วัวควายเข้าออก ไม่สนใจ
มารมันร้าย ซ่อนไว้ ในที่ใกล้มือคว้า
แม้จะบอกแทบตาย ยังหาว่าเราบ้า
มนุษย์ธรรมดา เป็นดังที่ว่า ไก่เห็นพลอย

มีทางสามสาย ปฏิบัติไป คนละอย่าง
แม้แต่ละทางก็ต่าง จะหนีห่าง จากกำหนัดตัณหา
หนึ่ง ทางสายตึง ทรมานตน เหมือนคนบ้า
สอง ทางสายหย่อนน่าระอา เหมือนไก่กา มัวแต่ทำมาหากิน
สายที่สาม สายกลาง ทางไม่ตึงไม่หย่อน
หมดทุกข์ไม่เดือดร้อน พบสุขแน่นอน สันโดษสมถะ 
แสวงบุญสร้างบารมี เข้าวัดปฏิบัติธรรม นั่นหละ
มีสติสัมปชัญญะ หยุดใจ ไว้ในตน
ทางสายกลาง ทางสละกิเลส เหตุเพทภัย
ลดตัณหาวายร้าย ทะยานอยาก
เป็นทางแห่งการให้ สละตระหนี่ ที่สุดยาก
สำคัญนัก เกิดบุญ มีคุณสมบัติ ขจัดตัณหา

ทางสายกลางภายใน มีศูนย์กลางกาย เป็นประตู
เรื่องนี้ มีผู้รู้ น้อยมาก เรื่องมันมี
สูญหายไป ตั้งแต่ปรินิพพานใด้ ห้าร้อยปี
ด้วยพระพุทธองค์นี้ มีพุทธานุมัติ จัดบวชสีกา

วิชชาธรรมกาย สูญหายไป อย่างว่า
หลวงปู่ฯท่านอุบัติมา ปราบมารโดยเฉพาะ
นำพาหมู่คณะ จะไปสุดธรรม ไม่มีท้อ
มีที่พักกลางทาง จำเพาะ ที่ดุสิตบุรี

การเดินทางสายกลางภายใน ได้ชื่อว่า
สมถะ กับวิปัสสนา น้อยคนนักหนา จะรู้จริง
สมถะ คือวิตกวิจาร หรือตรึกตรอง ประคองใจให้หยุดนิ่ง
 เหนือทุกสิ่ง หยุดนิ่ง ที่ศูนย์กลางกาย

 เกิดปีติสุข ถ้าทำถูกวิธี
ผลของสมถะนี้ เพื่อขจัดสิ่งที่ เรียกว่านิวรณ์ห้า
อันเป็นตัวสร้าง อุปสรรค ปัญหานาๆ
เกิดสุขสันโดษ ชีวา..พลิกผัน เปลี่ยนไป


เมื่อใจหยุด จึงหลุด ดวงธรรมผุดขึ้นมา
ทางสายกลาง จึงเปิดอ้า รอถ้าผู้มีบุญ
กายในกาย เวทนาในเวทนา จิตในจิต ธรรมในธรรม คนคุ้น
กระทั่งตกศูนย์ เข้าถึงธรรมกาย จึงได้ธรรมจักษุ วิปัสสนา

คุณธรรมต่างๆ เกิดหลังจากใจหยุด
หรือ ใจหยุด เป็นจุดหมายของคุณธรรม
 หยุดเป็นตัวสำเร็จ เสร็จกิจสมถะ ไล่ล่าไอ้ดำ
 ไปสุดธรรม ติดตามหลวงปู่ฯ ปราบมาร

;;;;;;;;;;

วันอาทิตย์ที่ 8 สิงหาคม พ.ศ. 2564

ทานคือชีวิต (นี้คือจิตโพธิสัตว์) พระโพธิสัตว์ ตรวจดูเห็นชัด ทานบารมี เป็นบารมี ที่หนึ่ง เริ่มต้น การรื้อสัตว์ขนสัตว์ แสนลำบากลำบน ต้องทานบารมี เริ่มต้น ใช้ขนสรรพสัตว์

 ทานคือชีวิต
(นี้คือจิตโพธิสัตว์)


พระโพธิสัตว์ ตรวจดูเห็นชัด ทานบารมี
เป็นบารมี ที่หนึ่ง เริ่มต้น
การรื้อสัตว์ขนสัตว์ แสนลำบากลำบน
ต้องทานบารมี เริ่มต้น ใช้ขนสรรพสัตว์

ท่านว่า การทำทาน กับการรบเสมอกัน
แม่นมั่น สละตระหนี่ของฉัน ยากหลาย
ชนะตนได้ จะชนะโลกทั้งใบ
รักษาพระศาสน์ พระรัตนตรัย ให้สรรพสัตว์

พระพุทธองค์ ทรงสรรเสริญ การเลือกให้ 
ยกเว้นสังฆทานไว้ เป็นการให้ ไม่เจาะจง
พระศาสนา สืบทอด ด้วยพระสงฆ์
ส่วนแต่ละองค์ ไม่คงอยู่นาน

 ใจเลื่อมใสดีแล้ว ท่านว่า ทักษิณาได้บุญมาก
เมื่อใจปีตินัก ทำบุญได้บุญมาก เป็นธรรมดา
ชีวิตจะพลิกผัน ในปัจจุบัน เลยหนา
และต่อๆไปภายหน้า อนันตกาล
คนพาลเท่านั้น ไม่สรรเสริญทาน
การคบคนพาล ท่านจึงได้ห้าม
คบคนพาลเป็นอัปมงคล ใจหมองคล้ำ
ชีวิตไหลลงต่ำ ดำดิ่ง ไปอบาย
ผู้ให้ ย่อมผูกไมตรีไว้ได้
ผูกใจคนไว้ ได้มิตรดี เหมือนเทวดา
คอยคุ้มครอง ปกปักรักษา
อุ้มชูประดุจมารดา และร่วมชตา ร่วมทุกข์ร่วมสุข
ผู้ให้ย่อมเป็นที่รัก และคนหมู่มาก ย่อมคบเขา
จึงมีชื่อเสียงไม่เบา เกริกไกร
จะทำกิจการ งานย่อมเจริญไว
รวมทั้ง ย่อมเป็นใหญ่ ในแผ่นดิน
ปราชญ์ผู้ให้ความสุข ย่อมได้รับความสุข
จะไร้ทุกข์ สุขสมปราถนา ทุกประการ
 เป็นขวัญกำลังใจ ให้หมู่ชนเป็นคนดี ขยัน
โลกปานสวรรค์ สุขสันติ์กันทุกคน
ผู้ให้สิ่งที่ชอบใจ ย่อมได้รับสิ่งที่ชอบใจ
ให้สิ่งใด ย่อมได้สิ่งนั้น
ผู้ให้สิ่งประเสริฐ ย่อมเข้าถึงฐานะที่ประเสริฐ เช่นกัน
ผู้ให้สิ่งที่เลิศนั้น ก็ย่อมได้สิ่งทีเลิศ แน่นอน
เมื่อให้ แน่ไซร้ ย่อมได้บุญ
เราเกิดมาเร่งลุ้น แสวงบุญสร้างบารมี
เกิดมา ได้เป็นมนุษย์ สุดโชคดี
ศรัทธาไม่มี ก็ทำบุญไม่ได้ เหมือนไก่เห็นพลอย

ควรให้ สิ่งที่สมควรให้ จึงจะได้บุญ
ให้แล้วสูญ บุญไม่ได้ แถมได้บาป
เช่นให้น้ำเมา ให้สิ่งบันเทิง จงทราบ
คบคนพาล คนบาป จึงอัปมงคล

;;;;;;;;;;

วันพฤหัสบดีที่ 5 สิงหาคม พ.ศ. 2564

STOP THE MIND (life shine brightly.) Merit is a psychic element. Merit is the immortal element. Merit is the element of victory. Merit is the element of success.

 STOP THE MIND
(life shine brightly.)

Merit is the psychic element.
Merit is the immortal element.
Merit is the element of victory.
Merit is the element of success.
Merit is the element of happiness and wealth.
Merit is a kind of energy.
Merit is the food of the mind.
The mind that has merit will be encouraged.

The mind that is energetic will be calm,
clear and bright, at the center of the body,
and travel along the middle path,
inside the body, happy and kind.
Through various bodies, even to the Dhammakaya.

The world is a theater. The event seen here are illusion.
It is the reflection of the retribution.
It is the picture of past action,
also known as destiny.

The action today, good or bad, collected into destiny,
flowing to control our life,
depend on merit or demerit making.
So seeking merit could not wait a minute.

Gravity is Ayatana in Pali word,
is natural phenomenon by which all things 
with mass or energy,...including planet, stars, 
galaxies, and even light...are attracted to
(or gravitate toward) one another.
On earth, gravity gives weight to physical objects,
and the moon's gravity causes the ocean tides.
Gravity has an infinite range.

The mind with merit or de merit attracts different object.
merit attract things supporting our life,
but demerit attract the opposite,
the obstacle of life.

Giving, forgiving and forgetting are 
the acting of merit, called the middle path.
Forgiving is the  fife Precepts observed,
forgetting is meditating, the act of  
being awake and aware inside.

Meditating is to develop the awake and aware,
inside the body,
until the mind stay and still inside,
breathing thoroughly, body and mind floating.
Meditation , closing the eyes
and then looking and seeing the darkness inside.
Looking and seeing relaxingly without expecting. 

The mind stopping, being the most merit.
The mind is as a container to accept water.
The mind accepts merit raining from Nirvana directly.
Usually, the mind of people, running around outside world
 accepting demerit from Mara,
accepting retribution unconsciously.

So, consciousness or the awake is to draw back 
the mind stay and still inside the body,
of which preparing to travel along
the inside middle path, and reaching the Triple Gems,
and enlightening the nirvana.

;;;;;;;;;;

หยุดเป็นตัวสำเร็จ (ด้วยเหตุแห่งบุญ) หยุดเป็นตัวสำเร็จ อุเทศ คำสอนหลวงปู่ฯ มหาปูชนียาจารย์ พระผู้..ปราบมาร ไปที่สุดแห่งธรรม เป็นมโนปณิธาน ท่านอุบัติ ลงมาปราบมาร โดยเฉพาะ

หยุดเป็นตัวสำเร็จ
(ด้วยเหตุแห่งบุญ)



หยุดเป็นตัวสำเร็จ อุเทศ คำสอนหลวงปู่ฯ
มหาปูชนียาจารย์ พระผู้..ปราบมาร
 ไปที่สุดแห่งธรรม เป็นมโนปณิธาน
ท่านอุบัติ ลงมาปราบมาร โดยเฉพาะ

หยุดเป็นตัวสำเร็จ ด้วยเหตุ เป็นที่สุดแห่งบุญ
หยุดที่ศูนย์..กลางกาย เป็นตัวใช่ สมถะ
หยุดที่อื่น ดาดดื่น เป็นมิจฉา
ไม่ใช่สมาธิ
สัมมา ที่จะทำพระนิพพานให้แจ้ง

จะหยุดได้ ใจจะต้องนิพพิทา
คือเบื่อระอา ต่อชีวา ที่ซ้ำซาก
ตายเกิดๆ ทุกข์หลาย จมปลัก
มีปัญญานัก จึงรู้จัก นิพพิทา

คนทั้งหลาย คล้ายปลา ในน้ำ
แหวกว่ายสนุกล้ำ คลาคล่ำเพลิดเพลิน
ไม่ฟังคำเตือนของเต่า เศร้าเหลือเกิน
หรือเหมือนหนอนในส้วม เมิน คำชวนเชิญของเทวดา

เมื่อใจนิพพิทา นั่นหละ วิราคะจึงเกิด
 แสวงหาทางประเสริฐ ทางพ้นกำหนัด
แสวงหาครูบาอาจารย์ ตามวัด
หลวงพ่อฯ จึงได้โอกาศพบยายฯ

คุณยายฯ ไม่ได้สอนอะไรมากมาย 
สอนเพียงง่ายๆ สอนให้ ทำใจหยุดทำใจนิ่ง
หยุดเป็นตัวสำเร็จ เหนือทุกสิ่ง
ชีวิตจริง..ง่ายๆ คล้ายผงเข้าตา

เมื่อใจหยุดถูกส่วนเท่านั้นหละ จะวิมุตติหลุดพ้น
กลายเป็นคน ที่ปราศจากนิวรณ์ห้า
ใช้ชีวิต สันโดษสมถะ
วิสุทธิ จิตสว่างจ้า ปัญญาเกิด

เข้าใจดี เราเกิดมานี้ ทำพระนิพพานให้แจ้ง
บุญแสวง และสร้างบารมี
ชีวิตเรานี้สั้นนักหนา ต้องรีบตักตวงบุญ ด่วนจี๋
ป้องกันบาปอัปปรี ด้วยบุญบารมี นี้เท่านั้น

ยังมีลัทธิทรมานตน และปรนเปรอตน หวังพ้นกำหนัด
รวมทั้งสายปฏิบัติ นอกศูนย์กลางกาย
อาจมีฤทธิ์ มีอานุภาพ ตื่นตาตื่นใจ
แต่น่าเสียดาย ขาดความจริงใจ และไร้เมตตา

ใจหยุดที่ศูนย์กลางกาย บุญหลั่งไหล จากพระนิพพาน
เป็นบารมี อานุภาพมหาศาล พลิกผันชีวิต
บุญเป็นสิทธิธาตุ มีธรรมชาติ สำเร็จกิจ
ตรงข้ามกับบาป ที่มารประดิษฐ์ เป็นกิจของมาร

กรรมวิบากมาปรากฎ ให้เห็นสดๆ ในปัจจุบัน
ทุกสิ่งอัน ที่เรามีเราเป็นเราได้ ล้วนใช่กรรมวิบาก
เป็นผลกรรมที่ทำไว้ ในอดีต จงประจัก
ไม่ใช่ หนึ่งสมองสองมือ ที่คนมัก..จักอ้างถึง

ดังนั้น หยุดเป็นตัวสำเร็จ เหตุเพราะบุญ
จะมาเกื้อหนุน ในภายภาคหน้า
เป็นบารมี หรือที่เรียกว่า บุญวาสนา 
ติดตามชีวา ทุกวันเวลา ประดุจเงา

;;;;;;;;;;