(เข้าใจได้ ไม่ธรรมดา)
ทักษิณาทาน คือทานให้สงฆ์
เป็นสิ่ง แทนพระพุทธองค์
วางชีวิตลง ปล่อยให้นายพรานตัดงา
;;;;;;;;;;
บุญมีจริง
(อจินไตย)
ชาวเรา ปลูกข้าวได้ข้าว
ชาวเขาปลูกงาได้งา
ให้ทรัพย์ ได้ทรัพย์ จึงเป็นธรรมดา
รักษาพระศาสนา ได้อริยทรัพย์หรือบุญ
ทรัพย์ธรรมดา ไม่อาจจะ ทำให้ปลื้ม
เหมือนคนใคร่ดื่ม..น้ำเย็น ดับกระหาย
ทำงานกลางแดด แผดเผา เหงื่อไหล
ดับตัณหาไม่ได้ ด้วยโลกียทรัพย์
กลายเป็นคนตระหนี่ ยิ่งมียิ่งอยากได้
ผิดศีลผิดธรรม ไม่อาย ใช่อมนุษย์
หน้าเป็นคน ใจไม่ใช่ ผีร้ายผุด
และที่สุด ก็ไปสู่อบาย คุกประหาร
ทรัพย์ จึงมีไว้ให้ ไว้ทำทานการกุศล
ได้อริยทรัพย์ ปีติล้น ทนตัณหา
ทรัพย์เก่าไหลไป ทรัพย์ไหม่ไหลมา
เป็นธรรมดา อจินไตย ไม่สิ้นสุด
กฏแห่งกรรม เป็นธรรมชาติ
ทำดีได้ดีชัด อยากได้สมบัติ ต้องทาน
ควรรู้ อยู่เบื้องหลังการทำงาน
ทำอย่างมีอุดมการณ์ ต้องใจกว้าง
ทำงานด้วยอุดมการณ์ เรียกว่าฉันทะ
มีปัญญา มีศรัทธา มีกตัญญู
มีใจอยู่ในตน เปี่ยมล้นกำลังใจ สู้
วิริยะ จิตตะ วิมังสา เป็นลู่ สู่ความสำเร็จ
ทำทานกระทั่งเป็นนิสัย ใช่ ทานบารมี
มีปีติ เต็มที่ ไม่ขาดสาย
มีทรัพย์เป็นอัศจรรย์ ทันใช้
เป็นอจินไตย ไม่ธรรมดา
;;;;;;;;;;
สมชีวิตา
(ถ้าอยากจะเป็นเศรษฐี)
หัวใจเศรษฐี อยู่ที่ สมชีวิตา
คือใช้ชีวา..ให้พอดี ไม่มีหนี้สิน
ไม่เห็นแก่กินแก่นอน ทำตัวติดดิน
การมีหนี้สิน เป็นทุกข์ในโลก
การกู้ทรัพย์มา เพียงว่ากินใช้
มีแต่ตายกับตาย ถ้ากินใช้ไม่ประมาณ
จงประหยัดสุดประโยชน์สูง อดทนอดกลั้น
ใช้ปัญญาจัดการ บริหารชีวิต
มีน้อยใช้น้อย ค่อยบรรจง ปลงชีวิต
ในอดีต เราเคยทำผิด..ทำพลาด
เป็นคนตระหนี่ ถี่เหนียว น่าอนาถ
เกิดเป็นมนุษย์ ได้โอกาศ ขจัดตระหนี่
คนจนมีสามชนิด จงพิจารณาให้ดี
หนึ่ง คนยากจน คือคนเคยตระหนี่
สอง คนอยากจน คือคนตระหนี่ วันนี้
สาม คนจนยาก คือคนที่ บำเพ็ญทาน
ผู้ไม่บำเพ็ญทาน ท่านว่า มีสองประเภท
จงสังเกต หนึ่งเพราะความตระหนี่
สอง ด้วยประมาท ดูเบา ความเขลามี
ทานบารมี เป็นกิจกรณีย์ ของบัณฑิต
เมื่อมีความตระหนี่ ทรัพย์มี ก็ไม่ให้
หวงคือไล่ ให้คือเรียก เป็นธรรมดา
เมื่อไม่ให้ชาตินี้ ก็จะไม่ได้ในชาติหน้า
อย่าลืมว่า ชีวา ไม่อาจหนีกรรม
ทานบารมีนำหน้า ชีวาสะบาย
ปัญหาทั้งหลาย หายสูญ
คิดทำอะไร ง่ายไปหมด ลาภยศเพิ่มพูน
หมดอาดูร มีแต่สุขสำราญ บานหทัย
;;;;;;;;;;
ความจน
(หนีพ้น ด้วยทานบารมี)
ชีวิตไม่อาจประมาท สังสารวัฏฏ์ ไม่ใช่เรื่องเล่น
ทุกข์เลือดตากระเด็น พระเตมีย์ท่านเห็น จึงแกล้งเป็นใบ้
ไม่อยากเป็นพระราชา ที่สั่งฆ่าใครต่อใคร
เพิ่งพ้นนรกมาใหม่ๆ พระองค์ไท้ ไม่เอาอีกแล้ว
;;;;;;;;;;
ทานบารมี
(เป็นที่หนึ่ง)


ผู้ให้ ย่อมผูกไมตรี ไว้ได้
สำคัญหลาย ที่จะได้ ความจริงใจจากคน
ได้เพื่อนดี มีสุข ทุกข์ภัยพ้น
ตัดไมตรีคน โง่ล้นเหลือหลาย




;;;;;;;;;;
ทานบารมีสำคัญนัก
(แม้ปัญญาบารมีจักสำคัญยิ่ง)
ทานบารมี นำหน้า ในบารมีสิบประการ
สุเมธดาบสท่าน ซาบซึ้ง ถึงความสำคัญ
ขาดทานบารมี ชีวิตนี้ เหมือนตายทั้งเป็น อย่างนั้น
ด้วยอานิสงส์ของทาน คือ อายุ วรรณะ สุขะ พละ และปฏิภาณ
ศีลบารมีมาที่สอง ด้วยว่า ต้องเกิดเป็นมนุษย์
แสวงบุญสร้างบารมี นี้สำคัญสุด ภูมิมนุษย์เท่านั้นทำได้
ภูมิอื่น รับวิบากอย่างเดียว และก็อายุนานหลาย
สุขก็สุขหลาย ทุกข์ก็ทุกข์หลาย หลังตายจากมนุษย์
บารมีอีกแปดบารมี ที่ต่อจาก ศีลบารมี
เป็นคุณสมบัติที่สุดดี ของมนุษย์
ถ้าขาดคุณสมบัติ ก็ไม่ต่างกับสัตว์นรกผุด
เป็นอมนุษย์ สุดร้าย ทำลายล้าง
พัฒนาคุณสมบัติ ต้องฝึกหัด ฝึกใจ
ก่อนอื่นใด ฝึกให้ได้ ใจบริสุทธิ์
ขจัดตัณหา ความทยานอยาก ใจจึงจะหยุด
พูดถึงที่สุด ต้องหยุดโลกีย์ ใช้ชีวีสันโดษสมถะ
ดังนั้น ต่อจากศีลบารมี สุดดี ก็คือเนกขัมมบารมี
ทำตัวเรานี้ บริสุทธิ์ หลุดจากโลกธรรม
สันโดดสมถะ หรือประหยัดสุดประยชน์สูง จงจำ
ขอย้ำ มิใช่ทรมานตน หรือเพียงหนีคนไปอยู่ป่า
ปัญญาบารมี จึงรอ ต่อจาก เนกขัมมบารมี
ปัญญาบารมีนี้ เป็นยอดคุณธรรม
เหมือนเป็นทัพหลวง อยู่เบื้องหลัง คอยชี้นำ
เป็นหัวใจ เป็นหลักชัยค้ำ กองทัพ
คนมีปัญญา จะมีความสุข และอุตสาหะ
มีฉันทะวิริยะ เสียสละ ขยันและกล้าหาญ
นั่นคือวิริยะบารมี อันเป็นบารมีที่สี่ นั้น
เป็นเครื่องหมายสำคัญ ของผู้มีปัญญา
มีวิริยะ ขยัน หมั่น ไม่ท้อแท้
มีข้อแม้ เพียงแต่ต้องมีปัญญากำกับ
โง่แล้วขยัน น่าโศกศัลย์ เมื่อปัญญาดับ
หมู่คณะพังยับ เหมือนกับ ตัวปลวกกินบ้าน
;;;;;;;;;;