วันเสาร์ที่ 6 เมษายน พ.ศ. 2567

วันสงกรานต์ (วันสร้างบารมีโลด) :: วันสงกรานต์ เป็นวันสำคัญยิ่ง ไม่ควรทอดทิ้ง หรือเพียงวิ่ง สาดน้ำ

วันสงกรานต์
(วันสร้างบารมีโลด)

วันสงกรานต์
เป็นวันสำคัญยิ่ง
ไม่ควรทอดทิ้ง
หรือเพียงวิ่ง สาดน้ำ
เป็นวันสรงน้ำพระ
และโสรจสรง สักการะ ดำหัว
ผู้หลักผู้ใหญ่ของตัว
ก้มหัว ขอศีลขอพร
แสดงความกตัญญู
ต่อพระ และผู้อุปการะก่อน
ต้องทำ มันจำเป็น มิฉนั้นเดือดร้อน
ขอศีลขอพร อันประเสริฐ
คนกตัญญู อยู่ไม่ติด
ด้วยฤทธิ์..กตัญญู
มาบำรุง สักการะ เชิดชู
เลี้ยงดู ปกป้อง
 
 ผู้มีปัญญาล้ำ กตัญญู
เป็นผู้ รู้ถูกผิด
มีปัญญาพินิจ
 เห็นฤทธิ์ กามคุณ
จึงเข้าวัด ปฏิบัติธรรม
เป็นประจำ ไม่ขาด
นั่งสมาธิ สุดสามารถ
จึงอาจ ทดแทนคุณท่าน
 
คนกตัญญู เป็นผู้โชคดี
ที่ ใครๆ ใฝ่ฝัน
ได้บุญอนันต์
สุขสำเร็จพลัน บังเกิดขึ้น
เป็นเรื่องสุดคาดคิด
เรื่องชีวิตสรรพสัตว์
คนธรรมดา ไม่สามารถ
จึงไม่อาจขาด พระพุทธองค์
พระองค์ ทรงสอนให้ทำพลี
คือบวงสรวงอย่างดี สักการะ
บำรุงรักษา
พระ และ บุพการี
เรียกว่า เทวตาพลี
คือบำรุงผู้ที่ มีคุณมาก
ผู้กตัญญู มีปัญญา จึงตระหนัก
ไม่อาจจัก ดูดาย
ดังนั้น วันสงกรานต์
อย่าให้ผ่านเปล่า เอาประโยชน์
เป็นวันดี วันสร้างบารมี โลด
เปรมปรีปราโมช เข้าวัด

;;;;;;;;;;

บำเพ็ญทาน (คนดี มีปัญญา) ทรัพย์ เหมือนน้ำ ไหลไม่หยุด ใครฉุด เก็บกักไว้ อันตรายนัก สร้างเขื่อน กักน้ำ อันตรายมาก มีคุณนัก ถ้ารู้จักใช้ประโยชน์

 บำเพ็ญทาน
(คนดี มีปัญญา)

ทรัพย์ เหมือนน้ำ ไหลไม่หยุด
 ใครฉุด เก็บกักไว้ อันตรายนัก
สร้างเขื่อน กักน้ำ อันตรายมาก
มีคุณนัก ถ้ารู้จักใช้ประโยชน์

แม่น้ำใหญ่ ไหลไม่หยุด ไม่เคยแห้ง
ด้วยมีแหล่งต้นน้ำ ภูเขาใหญ่ป่าใหญ่
เป็นแหล่งฝนตกประจำ เป็นไปได้
คนไม่สงสัย ด้วยเป็นธรรมชาติ
ทรัพย์ มีไว้ให้ กินใช้สุดประหยัด
เหมือนกันชัด กับแม่น้ำใหญ่
น้ำเกือบทั้งหมดไหล ไปให้
หมู่บ้านน้อยใหญ่ ได้ใช้ได้ดื่ม
เป็นคนดี มีบำเพ็ญทาน
ยิ่งกว่านั้น คือการรักษาศีล
ศีล บ่อสมบัติ ไม่หมดสิ้น
ผู้บำเพ็ญทาน รักษาศีล เป็นธรรมดา
ผู้บำเพ็ญทาน จึงมีสมบัติตักไม่พร่อง
แต่ศีลยังเป็นรอง ภาวนา
เหมือนป่าใหญ่ ฝนตกประจำ ธรรมดา
ภาวนา เปรียบว่า เป็นเมฆฝน
การภาวนา ขาดศีลไม่ได้
เหมือนเมฆฝนใหญ่ ต้องตกในต้นน้ำ
แล้วส่งไหล ไปยังที่ต่ำ
คือแม่น้ำ หรือผู้บำเพ็ญทาน
การบำเพ็ญทาน จึงคืองานชีวิต
จงได้คิด เอาคือไล่ ให้คือเรียก
มีทรัพย์มากน้อย ต้องให้ จงสำเหนียก
จึงจะเรียกคนดี มีปัญญา

;;;;;;;;;;

วันศุกร์ที่ 5 เมษายน พ.ศ. 2567

เกียรติยศ (ย่อมปรากฎในผู้ อยู่โดยธรรม) คนฉลาด ไม่ฟุ้งซ่าน ไม่งุ่นง่าน งี่เง่า เบาปัญญา สำรวมอินทรีย์ มีมิตรดี คบหา พึงทำที่สุด ของทุกขา ได้

 เกียรติยศ
(ย่อมปรากฎในผู้ อยู่โดยธรรม)

คนฉลาด ไม่ฟุ้งซ่าน
 ไม่งุ่นง่าน งี่เง่า เบาปัญญา
สำรวมอินทรีย์ มีมิตรดี คบหา
 พึงทำที่สุด ของทุกขา ได้

กามทั้งหลาย
ให้ ความยินดีน้อย ทุกข์มาก
บัณฑิตรู้ แจ้งประจักษ์
จึงออกจาก กาม แม้เป็นทิพย์
นรชนใด วางใจในตน
ไม่สับสน ใจเชื่อมั่น
 ย่อมถึง ซึ่งพระนิพพาน
ผู้อย่างนั้น เป็นบุรุษ สุดสูง
ผู้ประพฤติตน ในสิ่งที่ไม่ใช่
และไม่ใส่ใจ ในสิ่งที่ดี
ปล่อยตนปล่อยใจ ตามตัณหากาลี
ย่อมเป็นผู้ที่ น่าเวทนา
ผู้รู้ธรรม สัตบุรุษ และอสัตบุรุษ
เทวดาและมนุษย์ บูชา
 ล่วงข่าย เครื่องข้อง ตัณหา
จงประจักษ์ว่า เป็นมุนี
สมณะภายนอก ไม่มี 
 สังขารนี้ ไม่มีจีรัง
 ความหวั่นไหว ในพระพุทธเจ้า ไม่มีตั้ง
เหมือน รอยเท้าย่าง ไม่มีในอากาศ
เกียรติยศ ย่อมปรากฎ แก่ผู้ขยัน
มีสติตั้งมั่น การงานสะอาด 
ใคร่ครวญแล้ว จึงทำ ไม่ประมาท
 เป็นธรรมชาติ ของผู้ อยู่โดยธรรม 

;;;;;;;;;;

วันพฤหัสบดีที่ 4 เมษายน พ.ศ. 2567

ปุถุชนคนไม่รู้ (คือผู้ ติดใจในกาม) ผู้ติดใจ ในกาม ยินดีหมกมุ่น ทางต่ำ ทั้งหลาย ไม่รู้สึกรู้สา ถึงอันตราย เหมือนปลาถลันเข้าไซ อย่างนั้น

 ปุถุชนคนไม่รู้
(คือผู้ ติดใจในกาม)

ผู้ติดใจ ในกาม
ยินดีหมกมุ่น ทางต่ำ ทั้งหลาย
ไม่รู้สึกรู้สา ถึงอันตราย
เหมือนปลาถลันเข้าไซ อย่างนั้น

คน ผู้ตื่นขึ้นแล้ว
ย่อมลืมแล้ว ความฝัน
 คนที่รักจากไป ก็คล้ายกัน
เพียงไม่นาน เราก็ลืม
ผู้ไม่สันโดษ ในภริยาของตน
 ย่อมซุกซน ในหญิงแพศยา
ล่วงเกินหญิง ที่ไม่ใช่ภรรยา
อย่างนี่หละ ไม่สันโดษ แล้วเสื่อม
ผู้ไม่โกรธ ไม่ผูกโกรธ ไม่ลบหลู่ 
 ถึงความเป็นผู้ หมดจด
มีทิฏฐิสมบูรณ์ มีปัญญาใสสด
 ย่อมรุ่งโรจน์ เป็นอริยะ
ผู้ไม่โกรธ ฝึกตน ได้ดี
มีชีวี สม่ำเสมอ ไม่ขึ้นลง
หลุดพ้น เพราะสติรู้ มั่นคง
มีชีวีสูงส่ง ปลดปลง ความโกรธ
 คน ผู้มีปัญญา เฉลียวฉลาด 
ไม่ขาด ประพฤติธรรม
ตั้งมั่น ด้วยปัญญาและศีล ประจำ
 ประดุจแท่งทองคำ ชมพูนุท

คนเขลา ย่อมซูบซีด
 เพราะคำนึงคิด ถึงสิ่ง ที่ยังไม่มา
และสิ่งที่ล่วงไปแล้ว ยังคะนึงหา
 เป็นธรรมดา เหมือนต้นอ้อสด ถูกตัด

;;;;;;;;;;

วันพุธที่ 3 เมษายน พ.ศ. 2567

คนดีมีความกตัญญู (ผู้ตกน้ำไม่ไหลตกไฟไม่ไหม้) ถ้าเรา คือกาย มารดา ใช่ ผู้ให้กำเนิด แต่ถ้าเราคือใจ มีกายเหมือนบ้านเกิด บุญประเสริฐ คือมารดา

คนดีมีความกตัญญู
(ผู้ตก
น้ำไม่ไหลตกไฟไม่ไหม้)

ถ้าเรา คือกาย
มารดา ใช่ ผู้ให้กำเนิด
แต่ถ้าเราคือใจ มีกายเหมือนบ้านเกิด
บุญประเสริฐ คือมารดา

มารดา ท่านว่า มีคุณนัก
ดูแลลูกรัก ด้วยชีวิต
จึงก่อเกิด อานุภาพสุดขีด
พาลอำมหิต ยอมแพ้
 อีเหยี่ยวร้าย ยอมแพ้แม่ไก่
ป้องกันลูกเจี๊ยบเอาไว้ ด้วยชีวิต
ได้บารมี พิชิต
มารอำมหิต แพ้พ่าย
สัญชาตญาณรักบุตร สรรพสัตว์
น่าประหลาด อจินไตย
มารดา จึงมีคุณยิ่งใหญ่
กตัญญู จึงเป็นเครื่องหมาย คนดี
ตกน้ำไม่ไหล ตกไฟไม่ไหม้
สุดอันตราย ถ้าใครอกตัญญู
ปุถุชนคนทั้งหลาย ไม่รู้
เป็นบุตรอกตัญญู ทั้งนั้น
หน้าที่ของบุตร กตัญญู
เป็นผู้ ปิดนรก ให้มารดาบิดา
ด้วยนำพาท่าน ให้มีศรัทธา
พาเข้าวัดเข้าวา แสวงบุญ
บุญ เป็นสิทธิธาตุ
เป็นธรรมชาติ อุปถัมภ์
มารดารักบุตร เหมือนกันล้ำ
คอยติดตาม ดูแล เหมือนแม่ไก่

;;;;;;;;;;

วันอังคารที่ 2 เมษายน พ.ศ. 2567

คนฉลาดมีปัญญา (ยังหมู่คณะให้งดงาม) คนฉลาด มีปัญญา ฟังมามาก ทรงธรรม ประพฤติธรรม สมควรแก่ธรรม ยังหมู่คณะให้งดงาม จึงสมกับคำสรรเสริญ

คนฉลาดมีปัญญา
(ยังหมู่คณะให้งดงาม)

 คนฉลาด มีปัญญา
 ฟังมามาก ทรงธรรม
ประพฤติธรรม สมควรแก่ธรรม
 ยังหมู่คณะให้งดงาม สมคำล่ำลือ
บัณฑิตละ ราคะ โทสะ โมหะ
 และชำระ สังโยชน์ ได้
ย่อมอาจหาญ ต่อความตาย
สุขหลาย เมื่อได้ เที่ยวไปแต่ผู้เดียว
 ผู้มีอินทรีย์  ที่สมบูรณ์
ใจสงบ อบอุ่น ไม่วุ่นวาย
ยินดีในทางธรรม ภายใน
ชื่อว่าได้ ชนะมาร และเสนา
ถ้าท่าน กลัวทุกข์
รักสุข ทุกข์ไม่อยากเป็น
บาปกรรม และความสนุก ให้เว้น
เดินทางถูก ให้เป็น ทั้งลับและแจ้ง
ในทุกทิศ ทุกที่ ทุกทาง
รักทุกอย่าง ยังห่างจากรักตน 
เป็นธรรมดา อย่างนี้ทุกคน
ดังนั้น อย่าปล่อยตน ให้เป็นคนเกเร
ควรพอใจ เพียงในลาภของตน
 ไม่ควรเป็นคน โลภมาก
สันโดษสมถะ ควรรู้จัก
สุดประหยัด ประโยชน์สูง มุ่งธรรม
ผู้ไม่ระเริงไป ในอารมณ์ที่ใจชอบ
 ไม่ประกอบ ความดูหมิ่นดูแคลน
เป็นผู้ละเอียด เฉียบแหลม
 ย่อมไม่หน่ายแหนง ไม่แล้งน้ำใจ 

;;;;;;;;;;

วันจันทร์ที่ 1 เมษายน พ.ศ. 2567

รักษาสติเจริญเมตตา (อุปสรรคปัญหาเบาบาง) ผู้ใด รักษาสติ ได้ตลอดเวลา เจริญเมตตา ไม่ มีประมาณ เห็นความสิ้น แห่งอุปธินั้น สังโยชน์ แม่นมั่น เบาบาง

 รักษาสติเจริญเมตตา
(อุปสรรคปัญหาเบาบาง)


ผู้ใด รักษาสติ ได้ตลอดเวลา
 เจริญเมตตา ไม่ มีประมาณ
เห็นความสิ้น แห่งอุปธินั้น
สังโยชน์ แม่นมั่น เบาบาง

ผู้ใดรีบร้อน ในกาลที่ควรช้า
 และเสียเวลาในกาลที่ควรรีบร้อน
 เป็นคนเขลา ถึงทุกข์แน่นอน
พระท่านสอน ให้รู้จักกาล
ผู้ใดช้า ในกาลที่ควรช้า
 และรีบในเวลา ที่ควรรีบร้อน
ผู้นั้นเป็นผู้ฉลาด ถึงสุขแน่นอน
 ทำตามพระสอน ฉลาดในกาล
ผู้ใดไม่ฆ่าเอง และไม่ให้ผู้อื่นฆ่า
ยอมเลิกลา ทั้งตนและคนอื่น
ชื่อว่ามีเมตตา น่าเต็มตื้น
ไม่ดาดดื่น ไม่สร้างเวร
ผู้ใดเลี้ยงมารดาบิดา โดยธรรม
บัณฑิต แน่ล้ำ ย่อมสรรเสริญผู้นั้น
เมื่อละโลกไปแล้ว สุขสันติ์
ไปสู่สวรรค์ แน่แท้
ผู้ปรีชา กตัญญูกตเวที
มีกัลยาณมิตร สนิทสนม
ช่วยมิตรที่ตกยาก พ้นระทม
คนนิยม เรียกสัตบุรุษ
ผู้ใด กู้หนี้เขามากินมาใช้
คนเลวร้าย หลบหนี
ปฏิเสธว่า ไม่เป็นหนี้
 พึงรู้ คนอย่างนี้ เป็นคนเลว

;;;;;;;;;;