วันศุกร์ที่ 14 เมษายน พ.ศ. 2566

บัณฑิตชนะตน (หนีพ้นพาลร้าย) สมคบคนพาล นำทุกข์มาให้ เหมือนใบไม้ ห่อปลาเน่า ย่อมเหม็น คนพาล เสนียด อย่าเล่น น่ากลัวสุด เป็น พาลภายใน

 บัณฑิตชนะตน
(หนีพ้นพาลร้าย)

สมคบคนพาล นำทุกข์มาให้
เหมือนใบไม้ ห่อปลาเน่า ย่อมเหม็น
คนพาล เสนียด อย่าเล่น
น่ากลัวสุด เป็น พาลภายใน

สมคบคนชั่ว ไม่ดีเลย
ความสะเบย เป็นสุข หนีหาย
มีแต่ความร้อนอก ร้อนใจ
มีเรื่องร้ายๆ เดือดร้อนได้เสมอ

สมาคมคนดี เจริญ
เหมือนเดิน อยู่บนทางสว่างใสว
ทุกเวลานาที ปีติใจ
ชีวิตปลอดภัย สุขสมปราถนา
ไม่คบหาคนชั่ว มีสุข
เหมือนเดินทางถูก ทางสว่าง
คนดี เป็นที่พึ่งได้ สะบายจัง
ผู้ชี้ทางสว่าง กัลยาณมิตร
เกี่ยวข้อง กับคนพาล
เศร้าโศกกาลนาน แน่แท้
เหมือนเดินเข้าป่าอันตราย นั่นแหละ
น่ากลัวแท้ ความประมาท
 บัณฑิต ไม่อยู่ใกล้ไพรี
ด้วยรู้ดี รู้ทันชีวิต
ไพรีเป็นพาล อำมหิต
สุดอำมหิต จิตเราเองเป็นพาล
 อย่าอยู่ อย่างประมาท 
แม้ในหมู่มิตร ก็อาจ ไม่ควรไว้ใจ
จงมีสติสมบูรณ์ เก็บใจไว้ข้างใน
บุญหลั่งไหล ศัตรูกลายเป็นมิตร

;;;;;;;;;;

วันพฤหัสบดีที่ 13 เมษายน พ.ศ. 2566

เอ็นดอร์ฟินฮอร์โมน (คือผลของบุญ) เอ็นโดฟิน เคยได้ยิน กันน๊ะ เป็นสารที่หลั่งออกมา ในร่างกาย ทำความดี มีบุญใหญ่ ปีติใจ นั่นแหละใช่ เอ็นดอร์ฟิน

 เอ็นดอร์ฟินฮอร์โมน
(คือผลของบุญ)

เอ็นดอร์ฟิน เคยได้ยิน กันน๊ะ
เป็นสารที่หลั่งออกมา ในร่างกาย
ทำความดี มีบุญใหญ่
ปีติใจ นั่นแหละใช่ เอ็นดอร์ฟิน

รู้สึกสะบาย ผ่อนคลายประสาท
ด้วยอำนาจ ของเอ็นดอร์ฟิน
ผู้ทำความดี เป็นอาจิน
ผิวพรรณทั้งสิ้น ผ่องใส
ความไม่มีโรค ลาภอย่างยิ่ง
ทำความดี ดีจริงๆ คุ้มกันโรคได้
โรคกาย โรคใจ
กิเลสตัวร้าย ตัวปัญหา
ทำความดีได้บุญ ได้เอ็นดอร์ฟิน
ชีวิตทั้งสิ้น ขึ้นอยู่กับบุญ
 สุขสมปราถนา บุญญาหนุน
นี่หละคุณ พุทธศาสน์
พุทธศาสนา วิชาชีวิต
โง่สนิท ถ้าไม่คิดเข้าวัด ปฎิบัติธรรม
โง่แล้วยังหยิ่ง เวรกรรม
น่าเวทนายิ่งล้ำ ปุถุชน
มหาปูชนียาจารย์ ตามปราบมาร
อันเป็นตัวการ ใส่กิเลส
สรรพสัตว์ อ่อนหัด น่าสมเพช
มารสร้างเหตุ สร้างกฎแห่งกรรม
กิเลสกรรมวิบาก ปลักโคลนดูด
กักขังมนุษย์ ปุถุชน
ไม่รู้ดีชั่ว เห็นแก่ตัว เวียนวน
แสนทุกข์ทน ในสังสารวัฏฏ์

;;;;;;;;;;

วันพุธที่ 12 เมษายน พ.ศ. 2566

ศีลดีสุดสุด (ประดุจมารดา) ศีล ที่พึ่งเบื้องต้น ต้องรักษา ป้องกันภัยนานา ไม่ให้มาเข้าใกล้ ยิ่งกว่านั้น ยังเป็นห้วงสมบัติใหญ่ มีแล้วเย็นกายเย็นใจ โรคภัยไม่มี

 ศีลดีสุดสุด
(ประดุจมารดา)

ศีล ที่พึ่งเบื้องต้น ต้องรักษา
ป้องกันภัยนานา ไม่ให้มาเข้าใกล้
ยิ่งกว่านั้น ยังเป็นห้วงสมบัติใหญ่
มีแล้วเย็นกายเย็นใจ โรคภัยไม่มี

ศีลเป็นมารดา กัลณธรรมทั้งหลาย
ขาดศีลไม่ได้ บุญหนีหายสิ้น
ศีลเหมือนภาชนะ ไม่รั่วไม่ร้าว ไม่บิ่น
สะอาดสดใสหมดสิ้น ใดใด ไม่มีปน
ศีลเป็นประมุข ธรรมทั้งปวง
ไม่อาจก้าวล่วง ข้ามไป ถ้าไม่มีศีล
ศีลเป็นสะพาน ข้ามฝั่ง ธรรมทั้งสิ้น
ผู้มีศีล เป็นปิ่นมนุษย์
ควรชำระศีลให้บริสุทธิ์
ธรรมทั้งหลายจะผุด ขึ้นง่ายๆ
รักษากายวาจาให้ปกติ ขันติไว้
ทำใจใสๆ นั่นแหละใช่ เป็นศีล
ทุศีล ถูกติเตียน เสียชื่อเสียง
ไม่อาจเลี่ยง เสียงมหาชน
กลิ่นเหม็น ใครๆก็ไม่อาจทน
ถูกไล่ ไปให้พ้น คนเวร
ศีลดี มีชื่อเสียง
ไม่อาจเลี่ยง เสียงมหาชน
กลิ่นหอม ย่อมชอบใจทุกคน
แม้เทวดาเบื้องบน ก็ยังชอบ
มีศีล หนีไม่พ้น คนสรรเสริญ
มีเสน่ห์ ได้รับเชื้อเชิญ ให้ปรากฎ
เป็นมงคลของงาน เป็นเกียรติยศ
ใสสด กว่าทุกผู้ ดูสว่างไสว

;;;;;;;;;;

วันอังคารที่ 11 เมษายน พ.ศ. 2566

ชีวิตจริงหลังตาย (ไม่ใช่ปัจจุบัน) ชาวโลก มัวเมาหากิน สิ้นสติ อย่างที่ ไก่กาออกหากิน เช้าตื่น กลางคืนหลับ สติสิ้น ลืมชีวิน ลืมชีวา ว่าเกิดมาทำไม

ชีวิตจริงหลังตาย
(ไม่ใช่ปัจจุบัน) 

ชาวโลก มัวเมาหากิน สิ้นสติ
 อย่างที่ ไก่กาออกหากิน
เช้าตื่น กลางคืนหลับ สติสิ้น
ลืมชีวิน ลืมชีวา ว่าเกิดมาทำไม

โลกโลกีย์ เป็นที่ กิเลสกรรมวิบาก
ไหลเชี่ยวกราก พัดพา สรรพสัตว์
กิเลสตัณหาอุปาทาน สะพัด
ยากสุดยาก สรรพสัตว์ จะได้สติ
วัฏฏสงสาร คุกประหาร แท้ๆ
สรรพสัตว์ ตายแน่ ทุกข์หนัก
วนเวียนว่าย อนันตกาล จมปลัก
น่าสงสารนัก ไปสู่อบาย
ขาดสติ ตระหนี่ ไม่ทำทาน
ตัณหาบาน กระหายอยาก
มีเท่าใด ไม่พอ โลภมาก
ใช้ศักดิ์ อำนาจ มิชอบ
มีศรัทธาในทาน นั้นสุดยาก
เหมือนออกจาก ความมืด สู่สว่าง
เส้นทางธรรม ทางบุญ สุขสมหวัง
กัลยาณมิตร เป็นดั่ง อาทิตย์อุทัย
ขจัดตระหนี่ หนีพ้นอยาก
จึงจะรู้จัก ปล่อยวางตน
ไม่ใจร้อน ใจสะบาย ผ่อนปรน
รักษาใจตน ใสเย็น เป็นศีล
สติ สบาย สม่ำเสมอ
รักษาสติ มิเผลอ อยู่ในตัว
ทุกอิริยาบถ มีสติอยู่ในรั้ว
อยู่ในตัวในตน จึงจะพ้นวัฏฏะ

;;;;;;;;;;

วันจันทร์ที่ 10 เมษายน พ.ศ. 2566

วาจาสุภาษิต (มีฤทธิ์ ให้สุขทุกคน) คำไพเราะ ที่มีประโยชน์ ทุกข์ปลด ให้ตนและคนอื่นได้ มีฤทธิ์ ศักดิ์สิทธิ์ ด้วยใจ หยุดในที่ไสว ภายในตน

 วาจาสุภาษิต
(มีฤทธิ์ ให้สุขทุกคน)

 คำไพเราะ ที่มีประโยชน์
ทุกข์ปลด ให้ตนและคนอื่นได้
 มีฤทธิ์ ศักดิ์สิทธิ์ ด้วยใจ
หยุดในที่ไสว ภายในตน

 กล่าววาจา พาตนไม่เดือดร้อน
ตั้งสติให้ดีก่อน ไม่รีบร้อนพูด
 วาจาสุภาษิต ดีสุด
 ตั้งสติพูด ด้วยจิตเมตตา
กล่าวแต่วาจา ที่น่าพอใจ
อย่าให้ใคร ระคายเคืองเป็นดี
ดังนั้น สำคัญต้องมีสติ
อย่าเอ่ยวจี ตามอารมณ์
ในกาลไหนๆ ก็ไม่ควรกล่าว
วาจาที่เขา ไม่พอใจ
ถึงแม้ด้วยความหวังดี ก็พูดไม่ได้
เดี๋ยวจะกลาย เป็นการอวดรู้อวดดี
 วาจาที่แม้ดี แต่ไม่เกินการ
การพูดนาน มันน่าเบื่อ
แม้อาหารอร่อย แต่ก็เหลือ
กลายเป็นเบื่อ อิ่มไปอีกนาน
ไม่ควรเปล่งวาจา ที่ชั่วเลย
วาจาที่เอ่ย แล้วได้บาป
ทั้งตนและคนฟัง สติดับ
คำไม่จริง คำหยาบ..เป็นต้น
เปล่งวาจา ไม่นำ ความดือดร้อน
แน่นอน คือวาจาสุภาษิต
 ถูกกาล มีเมตตา จึงมีฤทธิ์
เกิดบุญศักดิ์สิทธิ์ ให้สุขทุกคน

;;;;;;;;;;

วันอาทิตย์ที่ 9 เมษายน พ.ศ. 2566

วาจา (หน้าต่างของใจ) วาจา เป็น เช่นเดียวกับใจ เป็นหน้าต่างก็ใช่ ของใจ คือวาจา ใจคิดได้ ใกล้ไกล ระวังหนา ถ้าสติไม่รู้ท่า จะมีโทษ

 วาจา
(หน้าต่างของใจ)

วาจา เป็น เช่นเดียวกับใจ
เป็นหน้าต่างก็ใช่ ของใจ คือวาจา
ใจคิดได้ ใกล้ไกล ระวังหนา
ถ้าสติไม่รู้ท่า จะมีโทษ
เปล่งวาจางาม ยังประโยชน์สำเร็จ
เป็นเหตุ สร้างกำลังใจให้ผู้ฟัง
แม้ตนเอง ก็ได้ปีติ มีสุขัง
บุญไหลหลั่ง ยังประโยชน์ให้สำเร็จ
เปล่งวาจาชั่ว ร้อนตัว เดือดร้อน
สะท้อนถึงใจ ไม่ได้สติ
กรรมวิบาก ได้โอกาศ ตามราวี
คนพาล คนไม่ดี เข้าใกล้
คนโกรธนี้ มีวาจาหยาบ
คนฟังถึงกับ ระคายเคือง
คนดีไม่อยากเข้าใกล้ กลัวเปลือง
คนพาล ชอบหาเรื่อง เป็นธรรมดา
คนพูดไม่จริง ย่อมเข้าถึงนรก
ใจสกปรก จึงพูดไม่จริง
ใจมืดใจดำ กลอกกลิ้ง
บาปเข้าสิง ดิ่งลงนรก
ใจสะอาด พึงรู้ด้วยถ้อยคำ
ใจมืดดำ คำพูดจะฟ้อง
กิจวัตรกิจกรรม เป็นเครื่องรับรอง
จะเข้าไปเกี่ยวข้อง พึงตรวจสอบให้ดี
ควรเปล่งวาจางาม เป็นประจำ
ซึ่งต้องมีสติล้ำ ในทุกคำพูด
ฝึกสติเป็นกิจวัตร ไม่มีหยุด
ทุกคำพูด ได้สติ ปีติเบิกบาน

;;;;;;;;;;

วันเสาร์ที่ 8 เมษายน พ.ศ. 2566

หลังตายยังมี (คนดีสะบาย) สัตว์ทั้งหลาย ทอดร่างไว้ในโลก ตื่นตระหนก เมื่อตกสู่อบาย ไม่คิดว่า หลังตาย มันไม่ตาย มีอบายรองรับ สำหรับ ผู้ไม่แสวงบุญ

 หลังตายยังมี
(คนดีสะบาย)

  สัตว์ทั้งหลาย ทอดร่างไว้ในโลก
ตื่นตระหนก เมื่อตกสู่อบาย
ไม่คิดว่า หลังตาย มันไม่ตาย
มีอบายรองรับ สำหรับ ผู้ไม่แสวงบุญ

ทั้งจนและมี ไม่อาจหนีความตาย
ชีวิตเวียนว่าย ในวัฏฏสงสาร
รับกรรมวิบาก อนันตกาล
อย่าคิดฝัน เกิดใหม่ ได้เป็นมนุษย์
วันคืนผ่านพ้น ชีวิตคนสั้นลง
ผู้มีปัญญา ปลดปลง วางลงโลกีย์
เข้าวัด แสวงบุญ สร้างบารมี
ทุ่มชีวี ทำพระนิพพานให้แจ้ง
อายุนั้น แสนสั้นน้อยนิด
คนปัญญา จะคิดได้
 ศีรษะร้อน เหมือนติดไฟ
ต้องเร่งรีบเร็วไว สุดขีด แสวงบุญ
ทั้งเด็กและผู้ใหญ่ ทั้งโง่ฉลาด
ไม่อาจ หนีความตายได้
มัจจุราช มีอานุภาพยิ่งใหญ่
 เหลือร้าย ใครๆ ไม่อาจต้าน
ในอากาศ ในน้ำ ในหุบเขา
 หนีเจ้า..มฤตยูไป ไม่พ้น
ความตาย ยิ่งใหญ่ ของทุกคน
มีที่พ้น หนึ่งเดียว พระนิพพาน
ความตาย อยู่เหนือผู้อยู่ในกาม
จะพ้นกรรม ความตาย พ้น
ต้องประพฤติธรรม เอาชนะตน
มีขันติ อดทน ต่อโลกียะ

;;;;;;;;;;