วันศุกร์ที่ 14 มิถุนายน พ.ศ. 2567

ไม่ควรคบคนชั่ว (หนีความร้อนตัวไม่พ้น) ไม่ควรสนิทสนม กับคนชั่ว หนีความร้อนตัว ไม่พ้น คบคนพาล เป็นอัปมงคล พระทศพล ตรัสไว้ เป็นข้อแรก


ไม่ควรคบคนชั่ว
(หนีความร้อนตัวไม่พ้น)

ไม่ควรสนิทสนม กับคนชั่ว
หนีความร้อนตัว ไม่พ้น
คบคนพาล เป็นอัปมงคล
พระทศพล ตรัสไว้ เป็นข้อแรก
อย่าสมาคม กับคนพาล
ซึ่งเป็นดัง ศัตรูทุกเมื่อ
เข้าง่าย ออกยากเหลือ
เหมือนลงจากหลังเสือ แสนยาก
บัณฑิต ไม่พึงคบอสัตบุรุษ
พึงคบสัตบุรุษ ผู้ประเสริฐ
เพราะอสัตบุรุษ หนีนรกมาเกิด
ส่วนสัตบุรุษประเสริฐ พาไปสุคติ
คนห่อกฤษณา ด้วยใบไม้
แม้ใบไม้ ก็หอมไปด้วยฉันใด
การคบกับนักปราชญ์ ก็คล้าย
มีชื่อเสียงได้ ฉันนั้น
ผู้คบคนชั่ว เมามัวประมาท
เขาย่อมไม่คาด หาสุขไม่ได้
เขาย่อมยังตน ให้ประสบภัย
เหมือนกิ้งก่าหลงเข้าไป ในฝูงเหี้ย
ผู้ปรารถนาความสุข ที่มั่นคง
จง เว้นมิตรชั่วเสียเถิด
คบแต่บุคคลสูงสุด ประเสริฐ
แล้วเทิดไท้ บูชา
ห่อปลาเน่า ด้วยใบหญ้าคา
ใบหญ้า ย่อมติดคาวปลาไปด้วย
การคบคนพาล ก็ย่อมไม่สวย
เหม็นคละคลุ้ง ไปด้วย เช่นกัน
 
;;;;;;;;;;

วันพฤหัสบดีที่ 13 มิถุนายน พ.ศ. 2567

ทานเครื่องหมายสติ (ทิฏฐิเป็นสัมมา) ทาน เป็นเครื่องหมายของสติ ผู้มี ทิฏฐิ เป็นสัมมา ขจัดความตระหนี่ ตัณหา ยกตนพ้นจากโลกา มาทางธรรม

 ทานเครื่องหมายสติ
(ทิฏฐิเป็นสัมมา)


ทาน เป็นเครื่องหมายของสติ
ผู้มี ทิฏฐิ เป็นสัมมา
ขจัดความตระหนี่ ตัณหา
ยกตนพ้นจากโลกา มาทางธรรม

ทานใจกว้าง ไม่แคบแสบคน
ต่างจากปุถุชน คนทั่วไป
มีทรัพย์สมบัติ ย่อมชื่นใจ
ด้วยบุญใส อริยะทรัพย์
ส่วนปุถุชน คนตระหนี่
ทรัพย์มี แต่ไม่ให้
แม้มีทรัพย์มาก แต่ไม่พอใจ
มีความอยากใหญ่ ไม่รู้จักพอ
ทรัพย์วิบัติ ไม่ใช่สมบัติ
ด้วยไม่อาจ เปลี่ยนเป็นบุญ
เหมือนไฟกลบด้วยเชื้อ คุกรุ่น
ไฟยังอุ่น ไม่ดับ กลับลุกโพรง
ความอยาก ไม่อาจดับด้วยมี
ทานเท่านั้นที่ ดับอยาก
ไม่อาจจะ ใช้บาปดับบาป
ไฟใช้น้ำดับ บาปใช้บุญ
ปุถุชน หาทรัพย์สมบัติ
แต่กลายเป็นวิบัติ ด้วยไม่อาจสมใจ
เป็นเหมือนเหยื่อล่อ เลวร้าย
มีมากยิ่งกระหาย ใจร้ายขาดสติ
เป็นมิจฉาทิฏฐิ ผิดศีลธรรม
ใจมืดดำ ภัยสังคม
ได้เป็นใหญ่ ชาติล่มจม
พุทธแท้ไม่ล้ม พ้นภัยมาร

;;;;;;;;;;

วันพุธที่ 12 มิถุนายน พ.ศ. 2567

สุดยาก (เป็นผู้รู้จักแสวงบุญ) ถ้าไม่แสวงบุญ แล้วคุณจะรู้สึก ลองนึกๆ..ดู เด็กทารกต้องมีผู้ดูแล หลังตาย เราก็จะเป็นอย่างนั้นแหละ เด็กไม่มีพ่อแม่ บ้านแตกสาแหรกขาด

 สุดยาก
(เป็นผู้รู้จักแสวงบุญ)

ไม่แสวงบุญ แล้วจะรู้สึก
ลองนึกดู เด็กทารกไม่มีพ่อแม่
หลังตาย จะเป็นอย่างนั้นแหละ
ไม่มีพ่อแม่ บ้านแตกสาแหรกขาด

บุญเป็นมารดา อุปการะ
ชีวา จึงต้องแสวงบุญ
ส่วนบาป ตามล้างผลาญ นะคุณ
ใจอบอุ่น มีบุญอุปการะ
 บุญ เป็นมิตรแท้ อุปถัมภ์
มีเครื่องค้ำ คือศรัทธาและมีปัญญา
 ทางธรรม ทางขันติ ทางภาวนา
อดทนเป็นชีวา หนีตัณหาอุปาทาน
นี้คือ ชีวิตสรรพสัตว์
เป็นธรรมชาติ ของชีวิต
รู้ไม่รู้ ไม่สำคัญ กรรมลิขิต
ชีวิต อยู่ภายใต้กฎแห่งกรรม
บุญกับบาป กำกับสรรพสัตว์
มีวัฏฏสงสาร คุกประหาร เวียนว่าย
มีโลกมนุษย์ แสวงบุญได้
มนุษย์เท่านั้นไซร้ ได้แสวงบุญ
แต่ในโลกโลกีย์ มีตัณหา
คอยบังตา ตามล่าสรรพสัตว์
เหมือนเสือ ล่ากวางเก้ง ชัด
ผู้อ่อนหัด จึงไปสู่อบาย
แสวงบุญจึงไม่ง่าย สุดยาก
มิจฉาทิฏฐิ เป็นฉาก บังตา
เห็นกงจักร เป็นดอกบัว น่าเวทนา
เป็นมนุษย์ มีปัญญา ยากสุด

;;;;;;;;;;

คบคนเช่นใด (ก็เป็นคนเช่นนั้น) คบคนเช่นใด เป็นมิตร หรือคบคิด กับคนเช่นไร เขาก็เป็นคนเช่นนั้น อย่าสงสัย เพราะการอยู่ร่วมกันได้ นิสัยเดียวกัน

 คบคนเช่นใด
(ก็เป็นคนเช่นนั้น)

คบคนเช่นใด เป็นมิตร
หรือคบคิด กับคนเช่นไร
เขาก็เป็นคนเช่นนั้น อย่าสงสัย
เพราะการอยู่ร่วมกันได้ นิสัยเดียวกัน

บัณฑิต พึงทำความเป็นมิตร
กับคนที่มีจิต ศรัทธา รักษาศีล
มีปัญญา เป็นพหูสูต รู้สิ้น
จึงจะเข้าถึงถิ่น ความเจริญ
คนผู้ฟุ้งซ่าน ไร้ศรัทธา
 อาศัยมิตรชั่วช้า อันธพาล
เหมือนถูกคลื่นซัด ก็ปาน
ย่อมจมลงในน่าน น้ำใหญ่
พึงเป็นผู้ ใคร่ธรรม
 หมั่นสอบถาม ผู้ทรงไว้ซึ่งสุตะ
เข้าไปนั่งใกล้ ผู้มีศีลมีธรรมะ
และด้วยคารวะ ตั้งใจฟัง
บัณฑิตใด ชี้ขุมทรัพย์ให้ เป็นปกติ
 ด้วยหวังดี กล่าววจี เหมือนดุ
พึงคบบัณฑิต เช่นนั้นเป็นครู
  จะเลิศหรู ไม่เลวเลย
คบคนเลว ย่อมเลว ทุกกาล
 คบคนเสมอกัน ไม่พึงเสื่อม
 คบคนประเสริฐ ย่อมเด่นเลื่อม
ไม่อยากเลื่อม ให้คบคนยิ่งกว่าตน

ควรคบ ผู้น่าเลื่อมใสเท่านั้น
สำคัญ ให้ห่าง ผู้ไม่น่าเลื่อมใส
ผู้ใดน่าเลื่อมใส ควรเข้าไปใกล้
เหมือนต้องการน้ำใช้ อยากได้น้ำ
บัณฑิต ควรทำตนเฉยๆ
ไม่ควรเลย คุ้นเคย กับคนส่อเสียด
มักโกรธ ตระหนี่ ขี้โลภ ขี้เกียจ
คนเสนียด อย่าเฉียด เข้าใกล้ 
ควรคบกับคน ที่ดีกับตน
ไปให้พ้น ไปจากคน ที่เป็นศัตรู
ผู้ใดไม่คบคน ที่รักตนอยู่
 ชื่อว่าเป็นผู้ ไม่มีธรรมของสัตบุรุษ
พึงสมาคม กับสัตบุรุษ
 ดีสุด ให้สนิทสนม
รู้ทั่วถึงสัทธรรมสัตบุรุษ คนนิยม
สุขบรม สมปราถนา ทุกประการ

;;;;;;;;;;

วันอังคารที่ 11 มิถุนายน พ.ศ. 2567

ตนเป็นที่พึ่งของตน (คนพึ่งบุญ) ความเป็นอยู่ ไม่ควรพึ่งผู้อื่น มีสองขายืน ด้วยตนเอง ไม่มีใครให้พึ่งได้ นั่นเอง พึ่้งตนเอง คนพึ่งบุญ

 ตนเป็นที่พึ่งของตน
(คนพึ่งบุญ)

ความเป็นอยู่ ไม่ควรพึ่งผู้อื่น
มีสองขายืน ด้วยตนเอง
ไม่มีใครให้พึ่งได้ นั่นเอง
พึ่งตนเอง คนพึ่งบุญ

 
ตนเป็นที่พึ่งแห่งตน คนพี่งบุญ
คนไม่คุ้น พึ่งบุญคือพึ่งตน
ด้วยบุญ เป็นอัตตา ตัวตน
ให้สุข ท่วมท้น เที่ยงแท้

ไม่แสวงบุญ ก็จะแสวงบาป
มีกิเลสบังคับ อยู่ในใจ
คนไม่รู้ ไม่รู้สึกได้
ทำอะไรตามใจ ตามกิเลส

ทุกคนต้องตาย ต้องพราก
ไม่อาจจัก พึ่งใครได้
ตนเป็นที่พึ่งแห่งตน แน่ไซร้
แสวงบุญ จึงยิ่งใหญ่ กรณียกิจ
การบำเพ็ญทาน สำคัญสุด
ผู้เป็นมนุษย์ จักรู้
ปุถุชนขาดปัญญา จึงอกตัญญู
เหมือนบุตรไม่รู้ คุณมารดา
กตัญญูต่อบุญ คุณความดี
ของคนอื่นที่ มีต่อตน
สำคัญนัก ต่างจากปุถุชน
จึงเป็นคนดี ที่เทวดารักษา

แสวงบุญ กตัญญูต่อคุณความดี
เป็นหน้าที่ คนดีต้องทำ
ให้อยู่ดีมีสุข ด้วยบุญอุปถัมภ์
แสวงบุญ เลิศล้ำ คนดี

;;;;;;;;;;

วันอาทิตย์ที่ 9 มิถุนายน พ.ศ. 2567

ไม่ควรไว้ใจใคร (ล้วนเป็นนักเรียนใหม่ฝึกตน) ไม่ควรไว้ใจ ในคนไม่คุ้นเคย แม้ในคนคุ้นเคย ก็ไม่ควรไว้ใจ ด้วยทุกคน เหมือนนักเรียนใหม่ ยังต้องฝึกฝนนิสัย บารมี

 ไม่ควรไว้ใจใคร
(ล้วนเป็นนักเรียนใหม่ฝึกตน)


ไม่ควรไว้ใจ ในคนไม่คุ้นเคย
 แม้ในคนคุ้นเคย ก็ไม่ควรไว้ใจ
ด้วยทุกคน เหมือนนักเรียนใหม่
ยังต้องฝึกฝนนิสัย บารมี

เมื่อคบหา คนพาล
อันพาท่าน ใฝ่ต่ำ
ทำแต่บาป บุญไม่ทำ
ย่อมนำมา แต่ความฉิบหาย
ไม่ควรไว้ใจ คนทำบาป
ที่เหมือนกับ อย่าไว้ใจสัตว์ร้าย
หนีให้ห่างคนพาล อันตราย
อย่าเห็นแก่ได้ เหยื่อล่อ
ไม่ควรไว้ใจ คนพูดพล่อย ๆ 
พูดจ้อยๆ กระทบคน
ได้ยินได้ฟังแล้ว ใจสับสน
บุญกุศล หนีหายสิ้น
ไม่ควรไว้ใจ คนเห็นแก่ตัว 
เป็นผู้ที่มัว แต่ทำมาหากิน
เป็นคนตระหนี่ วัวลืมตีน
ลืมสิ้น ลืมคุณคน
ระวังคน เสแสร้งสงบเสงี่ยม
เสือร้าย เอี้ยมเฟี้ยม คอยเหยื่อ
อย่าไว้ใจทาง อย่าวางใจคน ทุกเมื่อ
อย่าหลงเชื่อ คนพาล
ไม่ควรคบ กับคนสิ้นคิด
คนที่ เห็นผิด เป็นชอบ
ไร้วินัย อยู่นอกกรอบ
ประพฤติมิชอบ ผิดศีลธรรม

;;;;;;;;;;

วันเสาร์ที่ 8 มิถุนายน พ.ศ. 2567

จงสมาคมกับคนดี (หนีคนพาล) สมาคมกับคนพาล นำทุกข์มาให้ เหมือนคนไข้ โรคติดต่อ คนพาลเลี้ยงไม่เชื่อง เพียงรอ เมื่อโอกาศเหมาะ อกตัญญู

 จงสมาคมกับคนดี
(หนีคนพาล)

สมาคมกับคนพาล นำทุกข์มาให้
เหมือนคนไข้ โรคติดต่อ
คนพาลเลี้ยงไม่เชื่อง เพียงรอ
เมื่อโอกาศเหมาะ อกตัญญู

สมาคมกับคนชั่ว ไม่ดีเลย
หาความสะเบย ไม่ได้
ชอบคิดชั่วทำชั่ว ทุกวันไป
สงบสติไม่ได้ ใจมีกิเลส
การสมาคมกับคนดี เป็นความเจริญ
หนีความเพลิน ความสนุก
หนีกิเลสตัณหา พาทุกข์
มีสุข บนเส้นทางธรรม
ผู้ไม่คบหาคนชั่ว ย่อมได้รับแต่สุข
ใจหมดทุกข์ สุขสม
บุญหลั่งไหล สุขบรม
ความทุกข์ระทม ห่างไกล
ผู้เที่ยวสมาคม กับคนพาล
 ย่อมแม่นมั่น เศร้าโศก
สิ้นกาลนาน ไร้โชค
มีแต่ความวิปโยค ฉิบหาย
ไพรี อยู่ในที่ใด
บัณฑิต ไม่ควรอยู่ในที่นั้น
ใช้ขันติ เป็นอาวุธ ปราบพาล
แม่นมั่น ไพรีหนีกระเจิง
ควรระแวง ในศัตรู
แม้ในหมู่มิตร ก็ไม่ควรไว้ใจ
ขาดสติสัมปชัญญะ ประมาทคือตาย
สั่งสมบุญไม่ได้ หากไร้สติ

;;;;;;;;;;