แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ พระภิกษุ แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ พระภิกษุ แสดงบทความทั้งหมด

วันอังคารที่ 16 เมษายน พ.ศ. 2567

มีสักแต่มีไม่ยึดถือ (นี้แหละคือภิกษุ) ผู้ใด ไม่มีความยึดถือ สิ่งทั้งปวง ไม่หึงไม่หวง ในรูปนาม ย่อมไม่เศร้าโศก ด้วยอะไรก็ตาม ผู้นั้นแล เลิศล้ำ เป็นภิกษุ

มีสักแต่มีไม่ยึดถือ
(นี้แหละคือภิกษุ)

ผู้ใดมีสติ ฟัง พระชินเจ้า
 เหล่า อาสวะทั้งปวงย่อมสิ้นไป
เป็นพระอริยะ ไม่สงสัย
มีใจใส ใจสงบ อย่างยิ่ง

ผู้ใด ระมัดระวังอินทรีย์
 ปีติยินดี ซื่อตรง และอ่อนโยน
ย่อมล่วงกิเลส เครื่องข้อง ได้พ้น
หมดทุกข์ทน เที่ยวไป อย่างไร้กังวล

ผู้ใด ขัดเคือง เป็นนิสัย
ตระหนี่หลาย อยากได้ ไม่สิ้นสุด
โอ้อวด ไม่ละอาย ไม่ใช่มนุษย์
เลวสุด ผุดจากนรก
บัณฑิตไม่ศึกษา เพื่อลามก
ใจสงบ เมื่อเสื่อมลาภ
 ไม่ยินดียินร้าย ใจระงับ
เพราะตัณหาดับ และไม่ติดในรส
ผู้เห็นความยิ่ง และหย่อนในโลก
ย่อมไม่โศก ไม่หวั่นไหว
  สงบ ไม่มีกิเลส ดุจควันไฟ
 ทุกข์มลาย ไร้ตัณหา ข้ามชาติชราได้
ผู้ใด เป็นผู้เยือกเย็นสงบดี
 ไม่มีอุปธิ ไม่ติดในกาม
ผู้นั้น เป็นพราหมณ์
สง่างาม อยู่เป็นสุขทุกเมื่อ

ผู้ใด ไม่มีความยึดถือ สิ่งทั้งปวง
ไม่หึงไม่หวง ในรูปนาม
ย่อมไม่เศร้าโศก ด้วยอะไรก็ตาม
ผู้นั้นแล เลิศล้ำ เป็นภิกษุ

;;;;;;;;;;

วันอังคารที่ 11 กรกฎาคม พ.ศ. 2566

กามตัณหาอันตราย (จึงต้องฝึกใจ ให้มีสติ) ภิกษุใด เห็นโทษในกาม เห็นความไม่ดีไม่งาม ในความใคร่ เห็น โลกโลกีย์ ที่เลวร้าย เห็นอันตราย เวียนว่าย อบายภูมิ

 กามตัณหาอันตราย
(จึงต้องฝึกใจ ให้มีสติ)

ภิกษุใด เห็นโทษในกาม
เห็นความไม่ดีไม่งาม ในความใคร่
เห็น โลกโลกีย์ ที่เลวร้าย
เห็นอันตราย เวียนว่าย อบายภูมิ
ย่อมมีความประฤติดี ที่ประเสริฐ
เกิดจากจิต ที่สงบผ่องใส
ปราศจากตัณหา ตั้งสติไว้ในกาย
พิจารณาแล้วหน่าย คลายกิเลส
ย่อมไม่มีความหวั่นไหว ในโลกีย์
มีก็สักแต่มี ได้ก็สักแต่ได้
ประหยัดสุด ประโยชน์สูง มุ่งไป
สร้างบารมีใหญ่ ปราบมาร

กามตัณหา คือความอยากมี
รูปรสกลิ่นเสียงสัมผัส ที่..น่าใคร่
แม้มีแล้ว ก็ยังไม่พอใจ
ขอมีใหม่ มากขึ้นไป ไม่จบสิ้น

ตัณหา พาใจมืดมน อนธกาล
สติแตกซ่าน ไม่รู้จักดีชั่ว
ตามใจตน ทนไม่ได้ อบายไม่กลัว
ลืมตนลืมตัว ลืมสติ

คนเกือบร้อยทั้งร้อย พอใจตัณหา
เหมือนปลา เหมือนหนอน 
จมปลักดักดาน ไม่ฟังคำสอน
แม้ทุกข์ร้อน ก็ไม่เห็นทุกข์

ผู้เห็นโทษในกาม ก็คือพระ
จึงได้ละ..ครอบครัว มาอยู่วัด
ฝึกสติ ควบคุมตน ไม่ขาด
ทุกภพชาติ ขอตามรอยบาทหลวงปู่ฯ

;;;;;;;;;;

วันจันทร์ที่ 20 มิถุนายน พ.ศ. 2565

พระภิกษุ (พระผู้สงเคราะห์โลก) พระ เป็นอาชีพท้ายสุด ของทุกคน ไม่ต้องว่ายเวียนวน ในวัฏฏะ เดินทางตรง ศีลสมาธิปัญญา ทานศีลภาวนา นั้นช้า ของฆราวาส

 พระภิกษุ
(พระผู้สงเคราะห์โลก)



 อาชีพพระ จะท้ายสุด ของมนุษย์ทุกคน
ไม่ต้องว่ายเวียนวน ในวัฏฏะ
เดินทางตรง ศีลสมาธิปัญญา
ทานศีลภาวนา นั้นช้า ของฆราวาส

 วัฏฏะ ประมาทไม่ได้ อันตรายมาก
อบายภูมิ จงรู้จัก คุกประหาร
คนทั้งหลาย ส่วนใหญ่ ไปที่นั่น
ไม่เห็นเดือน ไม่เห็นตะวัน นับกาลไม่ได้

เวียนว่าย ทุกข์หนัก น้ำตานอง
ร้องแล้วร้อง..ไห้ น้ำตามากหลาย
สุดจะนับ น้ำสมุทร ยังน้อยไป
แต่คนทั้งหลาย ก็ยังยิ้มได้ ประมาทอยู่

ฆราวาส ประมาท ด้วยตัณหา
พระรู้ท่า จึงสละครัวเรือน
บำเพ็ญเนกขัมมบารมี ไม่แชเชือน
สันโดษสมถะ เป็นเพื่อน ภาวนา

คนทั้งหลาย คล้ายอยู่ กลางทะเลร้าย
ต่างก็แหวกว่าย เอาตัวรอด
พระบอกให้ขึ้นเรือใหญ่ ที่จอด
เหมือนคนตาบอด มองไม่เห็น

พระ ถูกกล่าวหา ว่าตัดช่องน้อย
สุขเลิศลอย อยู่คนเดียว
ครอบครัว หงอยเหงา หน้าเหี่ยว
ไม่แลเหลียว ไม่รับผิดชอบ

บรรพชา ก็เหมือนกับการศึกษาทั่วไป
จบแล้ว จึงได้ กลับมา
ทำให้ครอบครัว มีหน้ามีตา
มีชีวาพลิกผัน เกินบรรยาย

 บวชเอาบุญ ทดแทนคุณ บิดามารดา
บารมีกล้า ตกน้ำไม่ไหล ตกไฟไม่ไหม้
มีผู้รักษา เป็นเทวดาศักดิ์ใหญ่
มีปัญญาหลาย ประสพชัยชนะ

สงเคราะห์ญาติ ร่วมชาติ ให้อยู่เย็น
เป็นดังเช่น ตะวัน ฉายแสงอบอุ่น
แผ่บารมี ความเมตตาการุณ
กระตุ้นพลังบุญ หนุนนำชีวิต

 ;;;;;;;;;;

วันจันทร์ที่ 24 สิงหาคม พ.ศ. 2563

พระภิกษุ (ผู้สงเคราะห์โลก) :: พระภิกษุ มีคุณา ไม่อาจประมาณ เหมือนดวงตะวัน สำคัญต่อชีวิต ให้ธรรมชาติสวยงาม สราญจิต ให้ทางชีวิต สุขสถิตย์ สมปราถนา

พระภิกษุ
(ผู้สงเคราะห์โลก)
พระภิกษุ มีคุณา ไม่อาจประมาณ
เหมือนดวงตะวัน สำคัญต่อชีวิต
ให้ธรรมชาติสวยงาม สราญจิต
ให้ทางชีวิต สุขสถิตย์ สมปราถนา
พระ ได้ชื่อว่า สงเคราะห์โลก
ไม่ตลก เหมือนพระอาทิตย์ แม้สถิตย์อยู่ไกล
ยังฉายแสง และความอบอุ่น ไปถึงได้
และให้ น้ำท่าและอาหาร สมบูรณ์
มีพระ ศรัทธาจึงเกิดมี
ศรัทธานี้ มีคุณหลาย
เหมือนแก้ววิเศษ อจินไตย
สุขสะบาย สมปราถนา ทุกประการ
ทรัพย์ที่หามาได้ ไม่อาจใช้ตามใจ
ทรัพย์สมบัติ รู้ไหม ใช้ขจัดตระหนี่
กินใช้พอประมาณ แต่พอดี
มิฉนั้น บาปอัปปรี จะเข้ามา
พระเป็นเนื้อนาบุญ สุดวิเศษ
คนเป็นเปรต ด้วยหาเนื้อนาบุญไม่ได้
การมีเนื้อนาบุญ โชคดียิ่งใหญ่
มหาสมบัติเกิดขึ้นได้ ด้วยมีเนื้อนาบุญ
พระเป็นยอดกัลยาณมิตร สะกิดต่อม
จึงต้องยอมเข้าเส้นทาง ห่างอกุศล
เข้าสู่เส้นทางสายกลาง ที่เลิศล้น
หลุดพ้น วัฏฏะสงสาร อันมีภัยมาก
ชีวิต ขาดกัลยาณมิตร ไม่ได้
กัลยาณมิตรยิ่งใหญ่ เป็นทั้งหมดของพรหมจรรย์
ไม่อาจไปสวรรค์ นิพพาน
ชีวิตแห้งแล้ง กันดาร ตายทั้งเป็น
เป็นพระ ได้ชื่อว่า ทำประโยชน์ตนและท่านอย่างสมบูรณ์
ได้ทำคุณให้ผู้มีคุณ สมบูรณ์สุด
เป็นบุตรยอดกตัญญู เลิศมนุษย์
พ้นเวรกรรมฉุด รุดทำพระนิพพานแจ้ง
พระเป็นผู้ กอบกู้ธาตุธรรม
ที่ดำคล้ำ กลับให้เป็นขาว
พญามารใส่กิเลส เหตุแห่งทุกข์ ของเรา
วนเวียน แล้วๆเล่าๆ วัฏฏะสงสาร

;;;;;;;;;;

วันเสาร์ที่ 6 มิถุนายน พ.ศ. 2563

พระภิกษุผู้ประเสริฐ (เลิศด้วยทำประโยชน์ตนประโยชน์ท่าน) :: เจ้าชายสิทธัตถะ บังเอิญว่า ได้เห็น เกิดแก่เจ็บตาย สลดใจหลาย จึงตัดสินใจออกบวช หมดอาลัยในสมบัติจักรพรรดิ์ ออกผนวช ด้วยทรงเห็นนักบวช เป็นเพศที่สงบ

พระภิกษุผู้ประเสริฐ
(เลิศด้วยทำประโยชน์ตนประโยชน์ท่าน)
เจ้าชายสิทธัตถะ บังเอิญว่า ได้เห็น เกิดแก่เจ็บตาย
สลดใจหลาย จึงตัดสินใจออกบวช
หมดอาลัยในสมบัติจักรพรรดิ์ ออกผนวช
ด้วยทรงเห็นนักบวช เป็นเพศที่สงบ
สลดใจหลาย ที่สรรพสัตว์ ไม่อาจหลีกหนี
มันน่าจะมี ทางออกอยู่
มีผิดก็มีถูก มีสุขก็มีทุกข์ มีขาวก็มีดำ เป็นคู่
มันต้องมีอยู่ เป็นคู่ อยู่เดี่ยวไม่มี
พระองค์ จึงทรงตัดสินใจ ไปจากวัง
ทั้งๆที่พระชายา เพิ่งจะคลอด
ในยามดึก คนหลับไหล ในยามปลอด
ไปกับนายฉันนะ และยอดม้า กัณฑกะ
ในคนธรรมดา จะเห็นว่า พระองค์ทำไม่ถูก
ทิ้งลูกทิ้งชายา ทิ้งประชาชน
แม้แต่สัตว์ ก็ยังรักลูกของตน
นี่เราเป็นคน ควรดิ้นรน ดูแลครอบครัว
ปัญญาพระโพธิสัตว์ สามารถอุเบกขา
ยอมทิ้งชีวา เพื่อความสุขมหาชน
พระองค์ทรงมองเห็นทุกข์ของคน
เห็นปวงชน แหวกว่าย ในทะเลทุกข์
คนทั้งหลาย คล้ายคน ตกน้ำ
คนจะช่วยต้องเก่งล้ำ ว่ายน้ำเป็น
การช่วยคนออกจากวัฏฏะสงสาร ยิ่งยากเย็นแสนเข็น
ต้องหลีกเร้น บำเพ็ญตน หา พระโพธิญาณ
กระทั่งได้เป็นพระพุทธเจ้า โปรดเหล่าเวไนยสัตว์
มีผู้คนออกบวชตามบาท เป็นอันมาก
ดังนั้น การออกบวช สืบทอดพระศาสน์ ประเสริฐนัก
ด้วยประจัก ทางพ้นทุกข์ มีสุขแท้จริง

“สพฺพทานํ ธมฺมทานํ ชินาติ 
การให้ธรรมเป็นทาน ย่อมชนะการให้ทั้งปวง”

ธรรมทาน คือยอดแห่งการให้
ช่วยคนทั้งหลาย ให้พ้นทุกข์ด้วยธรรมทาน
 คนในครอบครัวเรานั้น ก็เช่นกัน
คนไม่ออกบวชนั้น เหมือนกอดคอกันจมน้ำ
ชีวิตที่แท้จริง หรือบ้านอย่างยิ่ง คือหลังตาย
อย่ามัวอาลัย ในปัจจุบัน
ทุกอย่างที่เห็น เหมือนจอหนังเท่านั้น
 วิบากกรรมตามทัน ฉาย ให้เห็น
อะไรที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน ให้อดกลั้นอดทน
ปรับปรุงตนใหม่ ยอมตายไม่ทำบาป
เดินตามหลังพระ ละกรรมหยาบๆ
เข้าวัด ทำทาน รักษาศีล เจริญภาวนา
การออกบวชสืบต่อพระศาสน์ ขาดไม่ได้
เป็นหน้าที่ยิ่งใหญ่ ของชายทุกๆคน
เหมือนทหารหาญ จะออกศึก ต้องฝึกฝน
ได้ทำทั้งประโยชน์ตน ประโยชน์ท่าน ถึงพร้อมที่สุด

;;;;;;;;;;

วันจันทร์ที่ 24 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2563

พระภิกษุสงฆ์ (เป็นองค์หนึ่งของพระรัตนตรัย) :: พระภิกษุสงฆ์ ดำรงอายุพุทธศาสนา เท่ากับว่า คุ้มครองชีวา สรรพสัตว์ ปลดทุกข์ พบสุข ทุกภพชาติ ได้มหาสมบัติ คือศรัทธา

พระภิกษุสงฆ์
(เป็นองค์หนึ่งของพระรัตนตรัย)

พระภิกษุสงฆ์ ดำรงอายุพุทธศาสนา
เท่ากับว่า คุ้มครองชีวา สรรพสัตว์
ปลดทุกข์ พบสุข ทุกภพชาติ
ได้มหาสมบัติ คือศรัทธา
ศรัทธาอริยทรัพย์ ต้นสมบัติ
สมบัติทั้งหลายไม่อาจ ขาดศรัทธา
ส่วนสมบัติอื่นๆ ที่ได้มา
ถ้าขาดศรัทธา เรียกว่าวิบัติ ไม่ใช่สมบัติ
เอามาเลี้ยงลูกหลาน
กลายเป็นพาล เกเร เนรคุณ
การงานไม่เอา มัวเมาหมกมุ่น
ทำลายวงศ์ตระกูล ย่อยยับ
ได้คติสมบัติ ก็ด้วยศรัทธา
ได้เกิดมา เป็นชาติมนุษย์
พระท่านว่า โชคดีสุดสุด
เป็นมนุษย์ แสวงบุญ สร้างบารมีได้
 ได้กาลสมบัติ ก็ด้วยศรัทธา
ได้อุบัติ ในเวลา มีศาสนาพุทธ
มีโอกาส จะได้พบเนื้อนาบุญ โชคดีสุด
เป็นมนุษย์เท่านั้น แสวงบุญได้
ได้ปเทศสมบัติ ก็ด้วยศรัทธา
ได้เกิดมา ในแหล่งที่มีศาสนาพุทธ
มีบ้านอยู่ใกล้วัด ยิ่งดีสุด
สะสมบุญอุตลุด สร้างบารมี
ได้ตระกูลสมบัติ ยิ่งแจ๋วกว่า
มีบิดามารดา พาเข้าวัดปฏิบัติธรรม
ได้บวชเณรบวชพระ ยิ่งเลิศล้ำ
ทำพระนิพพานให้แจ้งได้ง่าย
ได้อุปธิสมบัติ ก็ด้วยศรัทธา
มีกายา ได้ส่วนสัด เหมาะสม
ได้ลักษณะมหาบุรุษ สุดดีจัด คนนิยม
อบรมธรรมปฏิบัติ รวดเร็วลัด ขจัดกิเลส
ได้ทิฏฐิสมบัติ ก็ด้วยศรัทธา
เป็นสัมมา ทิฏฐิ
โชคดีสุด ของมนุษย์พึงมี
ทั้งหมดนี้ เป็นความดี ของพระภิษุสงฆ์

;;;;;;;;;;