วันพฤหัสบดีที่ 3 พฤศจิกายน พ.ศ. 2565

ผู้ไม่ประมาท (ทุกภพชาติสุขสมปราถนา) ความไม่ประมาท ธรรมชาติไม่ตาย บุญไหลมาเป็นสาย ให้ความคุ้มครอง รู้จักอดทนอดกลั้น ภัยทั้งผอง บารมีคุ้มครอง ไม่สู้ไม่หนี ทำดีเรื่อยไป

 ผู้ไม่ประมาท
(ทุกภพชาติ
สุขสมปราถนา)


ความไม่ประมาท ธรรมชาติไม่ตาย
บุญไหลมาเป็นสาย ให้ความคุ้มครอง
รู้จักอดทนอดกลั้น ภัยทั้งผอง
บารมีคุ้มครอง ไม่สู้ไม่หนี ทำดีเรื่อยไป

ปราชญ์ จะรักษาความไม่ประมาทไว้
คล้าย ทรัพย์ประเสริฐสุด
คือรักษาสติ ไม่ให้หลุด
ทำใจนิ่งใจหยุด อยู่ในตน

บัณฑิต ย่อมมีจิต สรรเสริญ
ดีเหลือเกิน ความไม่ประมาท
 มีปัญญา มีศรัทธา พระศาสน์
สมารถ..รักษาตน พ้นอบาย

บัณฑิต ย่อมบันเทิง ร่าเริงใจ
ได้ปีติหลาย ในความไม่ประมาท
รักษาสติไว้ในตน คนไม่คาด
ได้สุขสมมาด มาง่ายๆ

ผู้ไม่ประมาท ธรรมชาติ ไม่ตาย
คือไม่หน่าย ในบุญ คุณความดี
ผู้ประมาท เหมือนตาย จากโลกนี้
เป็นโลกที่ แสวงบุญสร้างบารมีได้

ผู้ไม่ประมาทพินิจ กิจวัตรของตน
ย่อมปีติล้น เข้าถึงสุขอันไพบูลย์
เป็นสุขที่ยิ่งใหญ่ แสนอบอุ่น
บุญเกื้อหนุน ชีวิตปลอดภัย

บัณฑิตผู้ไม่ประมาท เป็นธรรมดา
มีบุญตามรักษา ทุกชาติภพ
 เหมือนอยู่บนเรือใหญ่ ภัยใดๆไม่ประสพ
สุขสมปราถนา ทุกภพ ทุกชาติ

;;;;;;;;;;  

ตนแท้ (ได้แก่บุญ) ตนแล เป็นที่พึ่งของตนแท้ ตนนั้นพึ่งได้แน่ ได้แก่บุญ บุญเป็นอัตตา อุ้มชู เกื้อกูล ติดตามหนุน ไม่ห่าง ดังเป็นเงา

 ตนแท้
(ได้แก่บุญ)


ตนแล เป็นที่พึ่งของตนแท้
ตนนั้นพึ่งได้แน่ ได้แก่บุญ
บุญเป็นอัตตา อุ้มชู เกื้อกูล
ติดตามหนุน ไม่ห่าง ดังเป็นเงา

ตนเทียว เป็นคติของตน
อย่าสับสน ไปทางบาปหยาบช้า
ลาภยศสรรเสริญสุข ทางโลกา
ไม่นานช้า ก็จะจากเราไป

ตนแล เป็นที่รักยิ่ง
ไม่ยอมทิ้ง ติดตามเรา เหมือนเงาตามตัว
บุญให้สุขสมปราถนา หายเมามัว
ส่วนบาปชั่ว เป็นศัตรูล้างผลาญ

ความรัก เสมอด้วยตน ไม่มี
เหมือนมารดาที่ มีรักแท้ ให้แก่บุตร
ยอมตาย ป้องกันภัยให้ สุดสุด
บุญเป็นประดุจ มารดา

ตนทำบาปเอง ย่อมเศร้าหมองเอง
เก่งแสนเก่ง แค่ไหน หนีไปไม่พ้น
ไม่มีที่หลบบาป ยกเว้นภายในตน
เพียงเป็นคน..มีสติ ก็หนีบาปได้

ตนไม่ทำบาปเอง ย่อมหมดจดเอง
แม้เก่งแสนเก่ง ก็ทำแทนไม่ได้
บุญบาป เป็นของเฉพาะตน ไม่ทั่วไป
ใครทำใครได้ ทำดีได้ดีทำชั่วได้ชั่ว


คนส่วนมาก รู้จักแต่ประโยชน์ตน
ด้วยกิเลสตัณหาข้น จึงเป็นคนไม่สะอาด
ไม่รู้จักแสวงบุญสร้างบารมี เข้าวัด
 ทำพระนิพพานให้แจ้ง ไม่ขาด กรณียกิจ

;;;;;;;;;;

วันพุธที่ 2 พฤศจิกายน พ.ศ. 2565

ไม่ขาดฝึกสติ (มีวจีที่หยดย้อย) ผู้มีปัญญา ไม่พูดจาพล่อยๆ ไม่พูดลอยๆ ด้วยเหตุของตนหรือคนอื่น ออกจากจิตไม่สงบ ฟังแล้วไม่ชื่น สติยังไม่ตื่น คนเขาฝืนใจฟัง

ไม่ขาดฝึกสติ
(มีวจีที่หยดย้อย) 

ผู้มีปัญญา ไม่พูดจาพล่อยๆ
ไม่พูดลอยๆ ด้วยเหตุของตนหรือคนอื่น
ออกจากจิตไม่สงบ ฟังแล้วไม่ชื่น
สติยังไม่ตื่น คนเขาฝืนใจฟัง 

 ผู้มีปัญญา ไม่ประมาท มีสติ
มีวจีไพเราะ เสนาะหู
พูดยกใจ ในความดี ที่เขามีอยู่
ทำสติของทุกผู้ อยู่ในตัว

แม้ภายหลัง ย่อมสมหวัง สุคติ
ด้วยรักษาสติ ให้มีอยู่ในตนเสมอ
การพูดอย่างมีสติ จริงใจ ไม่เผลอ
เป็นคนเลิศเลอ คนเหนือคน

การพูดพล่อยๆ ตามอารมณ์
กิเลสขย่ม ถาโถม จมปลัก
เหมือนไฟไหม้ป่า เหลือแต่ซาก
ความทุกข์ยาก รออยู่ข้างหน้า

การฝึกสติ จึงเป็นกรณียกิจ
หลักชีวิต เป็นกิจของผู้รู้
บัณฑิตฝึกตน เรารู้กันอยู่
คนทุกผู้..ฝึกได้ ด้วยมีกายมนุษย์

ปากกับใจ ไปด้วยกัน ได้ดีจริงๆ
ต้องระวังอย่างยิ่ง ไม่ทิ้งฝึกใจ
คนพาล ผู้โง่เขลา พูดตามสะบาย
มีแต่ร้ายๆ ด้วยไม่ฝึกตน

ปลาหมอ ตายเพราะปาก
ต้องระวังให้มาก เอ่ยวจี
ฝึกสติ จึงเป็น
กิจกรณีย์
 มีวาจาที่..หยดย้อย สอยใจคน

;;;;;;;;;;

วันอังคารที่ 1 พฤศจิกายน พ.ศ. 2565

สมบัติวิบัติ (ถ้าใช้ขาดสติ) สมบัติเป็นดังน้ำ ที่ฉ่ำ เย็น ถ้าใช้ไม่เป็น จะวิบัติ เป็นภัย ใหญ่มหันต์ เกิดโลภะ เหมือนน้ำมา ท่วมฉับพลัน หนีไม่ทัน ทุกข์ร้อน ยากผ่อนคลาย

สมบัติวิบัติ
(ถ้าใช้ขาดสติ)

สมบัติเป็นดังน้ำ ที่ฉ่ำ เย็น
ถ้าใช้ไม่เป็น จะวิบัติ เป็นภัย ใหญ่มหันต์
เกิดโลภะ เหมือนน้ำ ท่วมฉับพลัน
หนีไม่ทัน ทุกข์ร้อน ยากผ่อนคลาย
เกิดโทสะ เหมือนน้ำป่า ไหลแรง
นำดินโคลนและหินแข็ง ท่วมทับ ดับชีวี
เกิดโมหะ น้ำท่วมขัง น่าชังเหลือที่
สมบัติป่นปี้ เน่าเหม็น เป็นพิษภัย
สมบัติมีประโยชน์มาก ถ้าหาก ใช้เป็น
ไม่อาจใช้เล่น แต่ใช้พอประทัง ยั้งชีวิต
 ทำประโยชน์ตนและท่าน อย่างบัณฑิต
 พิชิต ความตระหนี่ นี้คือหลักสำคัญ
สมบัติเหมือนน้ำ ไม่มียามเผลอ
ไหลไปเสมอ หาทางไป ไม่รอรี
น้ำไหลลงต่ำ แต่สมบัติเลิศล้ำ ไหลไปที่
หาคนดี ซึ่งอยู่ ณ ที่สูง
การเป็นคนดี จะมี สมบัติเย็น
ไม่ต้องเข็น แต่ไหลมา หาเอง
มาค้ำชู มาหนุนอยู่ ให้ทั้งดีและเก่ง
เป็นไปเอง เพียงทำแต่ดี ชีวีสะบาย
กฎแห่งกรรม ทำหน้าที่
ทำดีได้ดี ทำชั่วได้ชั่ว
เป็นกฎ
เหล็ก กฎหลัก ไม่มีมั่ว
คนชั่วทำชั่ว ได้ชั่ว แน่นอน
สิ่งที่ได้ที่มีที่เป็น ในวันนี้
ย่อมมี..มาจากอดีต
แม้แต่การพูด การทำ การคิด
พระผู้รู้ จึงสะกิด โลกชีวิตคือโรงละคร

;;;;;;;;;;

ตนที่ฝึกดีแล้ว (เป็นแก้ววิเศษ) สหาย ใช่ เป็นมิตรของคน ผู้ต้องการเหลือล้น เกิดขึ้นบ่อยๆ บุญ ที่ทำไว้ดีแล้วนั้น จะคอย ผู้ต้องการบ่อยๆ ในสัมปรายภพ

ตนที่ฝึกดีแล้ว
(เป็นแก้ววิเศษ)


สหาย ใช่ เป็นมิตรของคน
ผู้ต้องการเหลือล้น เกิดขึ้นบ่อยๆ
 บุญ ที่ทำไว้ดีแล้วนั้น จะคอย
 ผู้ต้องการบ่อยๆ ในสัมปรายภพ

บุญสิทธิธาตุ อัตตา ตัวตนแท้
เหมือนเงานั่นแหละ ตามไป
แต่มีอานุภาพ บันดาลให้
สุขสมปราถนาได้ ตามใจนึก

ทำบุญด้วยศรัทธา พาใจ ปีติยินดี
หายตระหนี่ มีจาคะ
เป็นผู้เสียสละ ไม่ดูดาย ประชา
ทั้งโลกนี้โลกหน้า สุขสมทุกประการ

 ปีติยินดี ในโลกนี้ ด้วยศรัทธา
เริงร่า อาจหาญ เหนือคน
เมื่อไปสู่สุคติ ย่อมยินดียิ่งล้น
บุญกุศล..ที่ทำไว้ อจินไตยแท้

ชนะตนนั่นแหละ จึงเป็นดี
ชนะ
ความตระหนี่ กิเลสตัณหา 
ประหยัดสุดปะโยชน์สูง ทุ่มชีวา
แสวงบุญญา สร้างบารมี กรณียกิจ

ชนะตนยากนัก จักต้อง ศรัทธา
การเข้าวัดเข้าวา จึงยากยิ่ง
การฝึกตน คนเข้าวัด ยาก
จริงๆ
ต้องมีสัจจะอย่างยิ่ง สม่ำเสมอ

ตนที่ฝึกดีแล้ว เป็นแก้ว ให้แสงสว่าง 
ส่องทาง สำเร็จและชัยชนะ
เป็นมนุษย์ ก็เหมือนเทวดา
ชาวประชา แซ่ซร้องสรรเสริญ

;;;;;;;;;;

คนอาชาไนย (เอาใจไว้ในตน) ผู้ที่สอนตนได้ เอาใจไว้ ในตน คือเป็นคน อดทน มีสติ ใจอยู่ในกาย สงบสะบาย กินดีอยู่ดี สติรอบคอบ ปัญญามี ผุดขึ้นเอง

คนอาชาไนย
(เอาใจไว้ในตน)

ผู้ที่สอนตนได้ เอาใจไว้ ในตน
คือเป็นคน อดทน มีสติ
ใจอยู่ในกาย สงบสะบาย กินดีอยู่ดี
สติรอบคอบ ปัญญามี ผุดขึ้นเอง
เอาใจไว้นอกตน คือคนไร้สติ
คิด พูด ทำ ไม่ดี ตามความอยาก
กิเลสตัณหา นำพา นำชัก
ชีวาถูกลาก ถูกจูง ลงไปที่ต่ำ
ดังนั้น คนกินเหล้า เมาขับรถได้
ไม่ใช่สติดี อย่างนี้ เรียกว่าบ้าบิ่น
ความรู้สึกพอมี แต่ว่าสติขาดวิ่น
มีชีวิน..ประมาท ชาติคนพาล
 
 สติดีแท้ ใจนิ่งสนิท คิดดีผุด
รู้อุตลุด รู้จริงรู้แจ้ง แตกฉาน
เป็นความรู้ใหม่ หรือลืมไปนาน
ความคิดความอ่าน ว่องไว ไหลลื่น
ตนสอนตน คือคน อาชาไนย
ถูกผิดรู้ได้ ไม่ต้องให้ ใครเตือน
ยอดคน กระตือลือล้น ไม่แชเชือน
อนุสติเตือน จึงไม่ประมาท
นิวรณ์๕  ขวางใจ ไม่ให้เข้าไปในตัว
ใจเมามัว อยู่นอกตัว หลงกามคุณ
ไม่เข้าวัด ไม่ปฏิบัติธรรม จึงไม่อบอุ่น 
มัวเมาหมกมุ่น ชีวิตว้าวุ่น ซังกะตาย
ตนสอนตนได้ ไม่ใช่ ธรรมดา
เอาตัวอย่างพระสัมมาฯ ออกมาจากวัง
 มีสิ่งยั่วยวนมากหลาย สนมรอบข้าง 
 พระองค์ก็ยัง ไม่รอรั้ง บรรพชา
 
;;;;;;;;;;

UNIMAGINABLE (อจินไตย):: We have to, fill our mind, with goodness, acquired success and fulfillment, to life forever.

UNIMAGINABLE
(อจินไตย)


We have to,
fill our mind,
  with goodness,
acquired success and fulfillment,
to life forever.
Evil could also acquired,
success and fulfillment,
but temporary,
like high building,
with bad foundation.

Life after death is,
so long unimaginable,
so dangerous,
unable to accumulate goodness,
just could in this world.

The middle path,
the path of goodness,
passing through the seventh base,
the Triple Gems or Dhammakaya,
stay.

The middle path is,
so specific and special,
the sole path of freedom,
liberty,
the path to Nirvana,
hard to believe, unimaginable.

;;;;;;;;;;